Site icon คุณแม่ลูกอ่อน

สิ่งที่คุณแม่ต้องใจแข็ง…เพื่ออนาคตของลูก

การเลี้ยงลูกและได้เห็นลูกมีความสุขน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่พองโตไปตามลูกได้ไม่ยากแต่แน่นอนว่าการเติบโตของลูกนั้นจะเจอแต่ทุกอย่างที่เป็นไปตามต้องการทั้งหมดไม่ได้ ลูกจำเป็นที่จะต้องเจอกับสิ่งที่ขัดใจเพื่อให้เขาเรียนรู้และเติบโตไปในแนวทางที่ถูกต้อง เคยมีคนบอกว่าเด็กคือผ้าขาวที่รอการเต็มแต้มสีลงไปนั่นก็คือจากคนที่เลี้ยงดูเขานั่นเองหรืออีกแนวคิดหนึ่งก็คิดว่าเด็กคือผ้าที่เปื้อนสีไปหมดและหน้าที่ของผู้ดูแลก็คือทำความสะอาดให้เหลือเฉพาะสีที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเชื่อตามแนวคิดใดก็ตามสุดท้ายการอบรมสั่งสอนและให้ลูกได้เรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสมแม้คุณแม่อาจจะถูกลูกมองว่าใจร้ายก็ต้องทำเพราะสุดท้ายแล้วเวลาจะทำให้ลูกเข้าใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

1.ต้องพาลูกเข้านอนให้ตรงเวลา

เด็กๆ มักจะเพลิดเพลินและคิดว่าการได้นอนดึกๆ คืออิสระของพวกเขาแต่ในความเป็นจริงแล้วร่างกายของพวกเขายังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตเพราะโกรทฮอร์โมนจะหลั่งในเวลากลางคืนจึงเป็นสาเหตุที่คุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนดึก นอกจากในเรื่องของโกรทฮอร์โมนแล้วนั้นการนอนดึกก็ยังทำให้เขางอแงไม่อยากจะตื่นไปโรงเรียนในตอนเช้าได้อีกด้วย

2.ขนมหวานในทานนานๆ ทีพอ

นี่คือสวรรค์ของเด็กๆ เลยก็ว่าได้กับการที่ได้ทานขนมทุกวันและทุกเวลาที่ต้องการแต่แน่นอนว่ามันคือภาพลวงตาที่สุดท้ายจะนำปัญหาสุขภาพช่องปากและความอ้วนมากฝากพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นลองหันมาทำให้ขนมเหล่านี้พิเศษขึ้นและช่วยพัฒนาเขาไปในตัวด้วยการให้อย่างเป็นระเบียบหรือให้ในวันและโอกาสพิเศษเพื่อฝึกให้เขามีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ และดีกับสุขภาพของเขาด้วย

3.การอดออมจำเป็นต้องสอนกันตั้งแต่เล็ก

ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหนการเก็บออมเงินก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปและผลลัพธ์ก็ย่อมดีเสมอ ในวัยเด็กคงยากถ้าจะเริ่มสอนการลงทุนอย่างจริงจังแต่ถ้าคุณแม่ได้สอนให้เขาได้เรียนรู้กับการเก็บออมและคุณค่าของมันตั้งแต่ยังเล็กแน่นอนว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะพัฒนาและมองหาโอกาสในการต่อยอดการเก็บออมของเขาได้อย่างแน่นอน และยังเป็นสิ่งที่ดีถ้าเมื่อเขาต้องการอะไรแล้วสามารถซื้อหามาได้ด้วยเงินเก็บของตัวเองทำให้เขาได้เห็นคุณค่าของทั้งเงินและความอดทนของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

4.ให้เขารู้จักกับการช่วยเหลือตัวเอง

เริ่มจากกิจวัตรประจำวันค่อยๆ สอนให้เขาลองทำด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่คุณแม่ไม่ต้องเข้าไปช่วยดูแลแล้ว นี่คือการฝึกให้เขารู้จักช่วยเหลือและมีกระบวนการคิดวางแผนการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันไปในตัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

5.ให้เขาได้รู้จักกับการสูญเสียบ้าง

อย่าเพิ่งตกใจมันไม่ร้ายแรงขนาดนั้นเรากำลังพูดถึงการสูญเสียของเล่นที่พังของเขา เมื่อมันพังคุณแม่อย่าเพิ่งรีบตามใจซื้อของใหม่มาทดแทนทันที ควรปล่อยให้เขาได้เรียนรู้การสูญเสียว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร ตัวอย่างถ้าการสูญเสียบังเอิญเกิดมาจากการไม่ดูแลรักษาให้ดีจนทำให้ของเล่นพัง นี่ก็คือคำสอนจากการสูญเสียที่ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเองและแน่นอนว่าเขาจะค่อยๆ ซึมซับและนำไปปรับใช้ต่อไปได้อย่างแน่นอน

6.คำพูดทั้งขอโทษและขอบคุณควรเป็นคำติดปากเขา

มันไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าลูกผิดจริงแล้วรู้จักขอโทษและเมื่อได้น้ำใจหรืออะไรที่ควรกล่าวคำขอบคุณก็พูดได้อย่างไม่ลังเล นี่คือการฝึกพื้นฐานของการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมที่ดีให้กับเขา และเมื่อเขาได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกโดยมีพื้นฐานเหล่านี้ติดตัวแน่นอนว่าเขาย่อมได้รับความชื่นชมจากคนที่พบเจอและเป็นอีกแรงหนึ่งที่เสริมสร้างความมั่นใจในการทำดีให้กับเขา

7.สมาร์ทโฟนต้องเล่นให้เป็นเวลา

ไม่ดีแน่ถ้าลูกจะอยู่กับหน้าจอทั้งวันเพราะจากประโยชน์จะกลายเป็นโทษเอาง่ายๆ ดังนั้นคุณควรมีเวลาและคัดสรรแอพฯ ที่เหมาะสมไว้ให้กับเขาเพื่อที่จะไม่ทำให้พื้นที่ส่วนตัวและเวลาของครอบครัวหายไปกับหน้าจอนั่นเอง

8.เป็นแม่แล้วจะใจอ่อนกับลูกไม่ได้

แน่นอนว่าเด็กบางคนอาจจะออดอ้อนเก่งเหลือเกินจนทำให้ใจละลายและยอมทำตามที่พวกเขาต้องการได้อย่างง่ายๆ แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาติดนิสัยและได้อะไรมาง่ายเกินไป เอาเป็นว่าถ้าอะไรที่เป็นข้อตกลงกันแล้วคุณแม่ก็ต้องทำตามนั้นอย่าไม่อ่อนข้อโดยพิจารณาจากเหตุผลทุกอย่างโดยรอบคอบแล้วเช่นกันเพื่อที่จะทำให้ลูกรู้จะระเบียบวินัยและการทำตัวอยู่ในกรอบที่เหมาะสมนั่นเอง

การเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ความใส่ใจ ความเข้าใจ และความอดทนเป็นอย่างมากเพราะเขายังต้องไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมนอกบ้านและความสับสนในชีวิตอีกมากมายการที่ครอบครัวได้ปูพื้นฐานบางส่วนให้เขาไว้แล้วนั้นก็ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่จะทำให้เขาสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติ