เริ่มพูดภาษาอังกฤษกับลูกตอนไหน ควรให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษกี่ขวบถึงจะได้ผล

เริ่มพูดภาษาอังกฤษกับลูกตอนไหน ควรให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษกี่ขวบถึงจะได้ผล
การเลี้ยงลูกวัยแรกเกิด-1 ขวบ

ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก การสื่อสารข้ามทวีปจึงทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว การสร้างความพร้อมให้กับเด็กรุ่นใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งหนึ่งในเรื่องของความพร้อมนั่นก็คือ “ภาษาที่สอง” หรือก็คือ ภาษาอังกฤษอย่างที่หลาย ๆ คนรู้กัน แต่ก็ยังคงมีคำถามว่า ก่อนที่ลูกจะเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกก่อนได้ไหม? และควรเริ่มพูดภาษาอังกฤษกับลูกตอนไหน? ให้เรียนภาษาอังกฤษกี่ขวบ? และจะมีอะไรยืนยันว่าลูกสามารถรับกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนได้จริง? วันนี้โน้ตมีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากค่ะ

ทารกเริ่มเรียนรู้ภาษาได้เมื่อไหร่?

มีผลงานการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ทารกสามารถเรียนรู้เสียงในภาษาได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เสียงของแม่เป็นเสียงที่ชัดเจนที่สุดที่ทารกในครรภ์จะได้ยิน เมื่อแรกคลอด ทารกนอกจากจะสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “ภาษาของแม่” กับภาษาอื่นได้แล้ว ยังสามารถแยก “ความแตกต่างระหว่างภาษา” ได้อีกด้วย
ทุกภาษาในโลกมีทั้งหมดประมาณ 800 เสียง แต่ละภาษาจะใช้เพียง 40 เสียง (โดยประมาณ) หรือ “หน่วยเสียง” ที่แตกต่างจากภาษาอื่น

“ทารกมีของขวัญพิเศษติดตัวมาด้วย คือ “สมอง” ที่สามารถแยกความแตกต่างของเสียงทั้ง 800 เสียง นั่นแปลว่า ทารกสามารถเรียนรู้ภาษาใดก็ตามที่เขาได้ยิน จากนั้นทารกจะเรียนรู้ว่าเสียงใดที่เขาได้ยินบ่อยที่สุด”

At birth, the baby brain has an unusual gift: it can tell the difference between all 800 sounds. This means that at this stage, infants can learn any language that they’re exposed to. Gradually babies figure out which sounds they are hearing the most.
ข้อมูลจาก : qz.com

ทารกที่อยู่ในวัย 6 – 12 เดือนที่ได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตกับครอบครัวที่พูดเพียงภาษาเดียว เขาก็จะเชี่ยวชาญในภาษาเดียวหรือภาษาแม่ และเมื่ออายุครบ 1 ปี ทารกที่เรียนรู้ภาษาเดียวก็จะเริ่มสูญเสียความสามารถในการได้ยินความแตกต่างของเสียงในภาษาต่างประเทศอื่น ๆ

ผลการศึกษาจากสมองของทารก

ถ้าทารกได้ยินสองภาษาตั้งแต่เกิด สมองของทารกจะมีความเชี่ยวชาญทั้งสองภาษาเลยหรือไม่? แล้วกระบวนการของสมองจะแตกต่างจากทารกที่เรียนรู้เพียงภาษาเดียวหรือไม่?

Naja Ferjan Ramirez นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้มีการศึกษาวิจัยกระบวนการทำงานของสมองในเรื่องของการเรียนรู้เสียงในภาษาของทารกรายหนึ่งวัย 11 เดือน จากครอบครัวที่พูดภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว มาเปรียบเทียบกับทารกจากอีกครอบครัวหนึ่งที่มีการพูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน ผ่านการวัดด้วยคลื่นแม่เหล็กจากสมอง หรือที่เรียกว่า Magnetoencephalography (MEG) โดยให้ทารกฟังภาษาอังกฤษและภาษาสเปนทีละพยางค์

จากการศึกษานี้พบว่ามีความแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างทารกที่มาจากครอบครัวภาษาเดียวและสองภาษา

ทารกในวัย 11 เดือน ซึ่งเป็นวัยก่อนที่จะเริ่มฝึกพูดคำแรก สมองของทารกมีการบันทึกผลได้ดังนี้

ทารกที่เติบโตมาจากครอบครัวภาษาเดียว

เขาจะมีความเชี่ยวชาญในการประมวลผลภาษาอังกฤษ แต่จะไม่เชี่ยวชาญในการประมวลผลเสียงในภาษาสเปน เพราะเป็นภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย

ในขณะที่ทารกที่มาจากครอบครัวสองภาษา

ทารกจะมีความเชี่ยวชาญในการประมวลผลเสียงทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน

ซึ่งจากผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ภาษาใด ๆ ก็ตามที่ทารกได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูนั้น ทารกที่คุ้นเคยภาษาเดียวสมองของเขาก็จะประมวลผลได้เพียงภาษาเดียว ส่วนทารกที่คุ้นเคยสองภาษา สมองของเขาก็จะสามารถประมวลได้ทั้งสองภาษา

ข้อดีของการเป็นเด็กสองภาษา

จากการวิจัยพบว่า เด็กสองภาษาจะ…

มีการทำงานของสมองที่ดีกว่า

เด็กสองภาษาจะมีความสามารถในการเปลี่ยนความสนใจ สลับไปมาได้ระหว่างงานหลายอย่าง และมีการแก้ไขปัญหาได้เก่งกว่า

มีความเข้าใจกฎเกณฑ์ของภาษา

เพราะเด็กสองภาษาจะมีความเข้าใจกฎเกณฑ์พื้นฐานของภาษาที่สองแล้ว เขาจะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สามเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น

ควรให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษกี่ขวบ

คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกเริ่มได้ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปก็ได้ค่ะ เพราะวัยนี้ยังเป็นวัยที่รับข้อมูลอะไร ๆ ได้ดีอยู่ อย่างไรก็ตามไม่ควรให้เกินอายุ 7 ปี นะคะ เพราะจะเริ่มฝึกได้ยากแล้ว

แม่โน้ต

โน้ตเริ่มฝึกน้องมินตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ เริ่มจากคำศัพท์พยางค์เดียวง่าย ๆ บางครั้งก็ร้องเพลงสำหรับเด็ก เลือกจาก youtube ค่ะ ในบางวันก็พูดภาษาอังกฤษประโยคง่าย ๆ เช่น How are you today? Are you happy? เป็นต้นค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะว่าลูกจะสับสนในเรื่องของภาษา สมองของลูกอัศจรรย์มากกว่าที่คิดค่ะ


จะให้ลูกดู Youtube ดีไหมนะ? จะมีวิธีไหนไหมที่แม่ลูกจะพบกันครึ่งทาง? แวะทางนี้กับ 6 วิธีเลี้ยงลูก บอกลูกก่อนให้ดู Youtube แม่ทำได้ ลูกก็ทำได้แน่นอนค่ะ

แม่โน้ต

326,346 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ