ความเสี่ยงแม่ท้องที่จะทำให้ตัวอ่อนหยุดการเจริญเติบโต แท้งค้าง

คลิปการ์ตูน

ภาวะตัวอ่อนไม่พัฒนา หยุดการเจริญเติบโต หรือแท้งค้างนั้น มีอาการอย่างไร? คุณแม่จะรู้ได้อย่างไร? สังเกตตัวเองเบื้องต้นได้หรือไม่? คุณแม่ท้องแบบไหนที่จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้? วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ

แท้งค้าง คือ อะไร?

การแท้งค้างเป็นการแท้งชนิดหนึ่ง เป็นการที่ตัวอ่อนหยุดการเจริญเติบโต หรือหมายถึง ตัวอ่อนเสียชีวิตในครรภ์ ในสมัยก่อนเคยกำหนดว่าทารกต้องเสียชีวิตนานเกิน 8 สัปดาห์ถึงจะเรียกว่า “แท้งค้าง” แต่ปัญหาคือ จะเป็นไปได้ยากที่จะรู้ว่าทารกเสียชีวิตมานานเท่าไหร่แล้ว กว่าจะทราบก็ต่อเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น

แต่ปัจจุบันมีอัลตร้าซาวน์ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยตรวจและติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำ สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการเติบโตของตัวอ่อนแล้ว ยังมีเรื่องของการพบสัญญาณหัวใจเต้น หากพบว่ามีสัญญาณหัวใจเต้นจังหวะปกติ 90% มักจะสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้

คุณแม่ที่มีความเสี่ยงตัวอ่อนหยุดการเติบโต อาจแท้งค้าง

  • เคยแท้งบุตรเท่ากับหรือมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป
  • เคยท้องแบบที่ไม่มีตัวอ่อนมาก่อน หรือท้องลม
  • เคยท้องนอกมดลูก
  • มีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ จนไปรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนในท้อง
  • การท้องที่เกิดจากเด็กหลอดแก้ว
  • มีโรคประจำตัวรุนแรง และยังควบคุมไม่ได้ เช่น โรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก หรือ โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง เป็นต้น
  • มีอาการนำผิดปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ตกขาวเป็นสีน้ำตาลไหม้ หรือปวดหน่วงท้องน้อย เป็นต้น

สาเหตุของการแท้งค้าง

  1. ทารกในครรภ์มีโครโมโซมที่ผิดปกติ นับว่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด
  2. คุณแม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และ/หรือ ใช้สารเสพติดหรือยาเสพติด
  3. ทารกในท้องติดเชื้อเอง หรือติดเชื้อที่คุณแม่มีอยู่แล้ว
  4. คุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  5. คุณแม่ได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม

สังเกตตัวเองได้อย่างไรว่าแท้งค้าง?

  1. จากที่เคยคลื่นไส้ อาเจียน จู่ๆ อาการเหล่านี้หายไป
  2. จากที่เคยคัดตึงเต้านม อาการเหล่านี้ก็หายไป
  3. ขนาดของท้องไม่โตขึ้นตามอายุครรภ์ที่ควรจะเป็น
  4. ทารกไม่ดิ้นตามอายุครรภ์ที่ควรจะดิ้น เช่น หากท้องแรก คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นก็ต่อเมื่ออายุครรภ์ได้ 18-20 สัปดาห์ (แต่ทั่วไปก็จะรู้สึกว่าลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 13-16 สัปดาห์)
  5. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

หลังการแท้งค้างแล้ว ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

กรณีที่ขูดมดลูก

กรณีที่ขูดมดลูก

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อโพรงมดลูก ก็จะมีเลือดออกทางช่องคลอดใน 2-3 วัน จะไม่มีอาการปวดมดลูกหรือปวดท้องแต่อย่างใด มดลูกก็จะหดตัวเล็กลงเหมือนปกติ

กรณีแท้งแล้วมีเลือดออกมา

กรณีแท้งแล้วมีเลือดออกมา

คุณหมอจะแนะนำให้ทานธาตุเหล็กเสริม เพื่อป้องกันโลหิตจาง ห้ามผู้ป่วยมีเพศสัมพันธ์ 2 สัปดาห์ งดการทำงานหนัก งดว่ายน้ำในสระ ลำคลองอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะไม่มีเลือดออกทางช่องคลอดแล้ว

กรณีพบความผิดปกติ

กรณีพบความผิดปกติ

เช่น มีไข้ ปวดท้องน้อย หรือมีเลือดออกทางช่องน้อยนานเกิน 7 วันหลังการรักษา และ/หรือมีน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปหาคุณหมอทันทีค่ะ

วิธีป้องกันการแท้งค้าง

  1. ครอบครัวไหนที่แต่งงานมาได้ซักระยะแล้ว ควรรีบมีลูก อย่ารอจนอายุมาก เพราะความเสี่ยงยิ่งสูงตาม
  2. เมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์กับสูติแพทย์ทันที เพื่อให้คุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิด
  3. คุณแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินให้มากเป็นพิเศษ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ระวังเรื่องความสะอาด ควรทานอาหารที่สุก และปรุงใหม่
  4. หากมีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้คุณหมอได้ทราบ เพื่อช่วยในเรื่องการวางแผนการตั้งครรภ์ และหมั่นสังเกตอาการที่ผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ หากไม่แน่ใจเรื่องไหนให้ปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณแม่ได้ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ เพราะหากคุณแม่ฝากครรภ์กับคุณหมอเรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็จะดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ ไปจนวันคลอดกันเลยทีเดียว หรือหากคุณแม่มีอาการผิดปกติอะไรระหว่างการตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีนะคะ

แม่โน้ต

22,583 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง