พัฒนาการเด็กและสุขภาพลูกวัย 3-5 ขวบ

10อาหารต้านหวัดสำหรับลูก

เป็นที่รู้กันดีนะคะว่าสำหรับเด็กเล็กๆ แล้วภูมิต้านทานยังน้อยดังนั้น เค้าจะรับเชื้อหวัดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่และเป็นหนักกว่าเราๆ ซะอีก ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ลูกๆ อาจไม่สบายง่าย แต่ที่สำคัญกินยายาก โดยเฉพาะถ้าลูกคุณแม่เข้าโรงเรียนแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าเป็นหวัดอาทิตย์เว้นอาทิตย์กันเลยทีเดียว

เวลาที่ลูกเป็นหวัด ลูกก็จะมีอาการไข้ หงุดหงิด ไม่สบายเนื้อสบายตัว ร้องไห้งอแง หลับไม่สนิท ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอยิ่งหงุดหงิดกันไปใหญ่เลย

ถ้าพูดถึงเรื่องการป้องกันหวัดหรือโรคต่างๆ ในเด็ก ทางที่ดีคือ ให้เด็กได้รับวัคซีนให้ครบตามวาระอย่างน้อยก็ให้ครบตามภาคบังคับก็ยังดีนะคะ ส่วนภาคทางเลือกก็คงต้องขึ้นอยู่กับทางคุณพ่อคุณแม่จะพิจารณา ซึ่งไวรัสที่เราพบคร่าวๆ มีมากกว่า 200 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคหวัด บางครอบครัวบอกให้ลูกทาน “วิตามินซี” แต่ว่ากันตามจริงก็ยังไม่มีหลักฐานหรือการศึกษาไหนที่พบว่าวิตามินซีสามารถป้องกันโรคหวัดได้ หรือแม้แต่ของผู้เขียนเองก็ให้ลูกทานวิตามินซีเหมือนกันค่ะ แต่ก็ยังพบว่าลูกยังเป็นหวัดได้ง่ายอยู่ดี แล้วสิ่งที่ต้องระวังมากๆ นะคะ หากให้ลูกทานวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียกับลูกแทน เช่น ทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง

วันนี้ผู้เขียนจึงมีข้อมูลอาหารต้านหวัดมาฝากค่ะ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ



อาหารต้านหวัด

1.อาหารรสเผ็ด

เพราะอาหารรสเผ็ดร้อนจะทำให้หายคัดจมูก แต่ในเด็กอาจะกินเผ็ดไม่ได้หรือได้น้อย คุณแม่อาจจะใช้เป็นกลุ่มของสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนแทน เช่น พริกไทย ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น

2.ซุปไก่มันฝรั่ง

ตามการศึกษาและงานวิจัยพบว่า ซุปไก่มันฝรั่งนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวไปยังเนื้อเยื่อปอด ส่งผลให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาและวิจัยประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทยเป็นงัยบ้างคะคุณแม่ ได้อีกหนึ่งเมนูแล้วโนะ^^

3.กระเทียม

เป็นที่รู้กันดีเลยค่ะ ว่ากระเทียมช่วยลดอาการหวัดได้ หากลูกน้อยเป็นหวัด คุณแม่ลองสูตรนี้ดูนะคะ ให้นำกระเทียมมา 1 กลีบเล็กหั่นชิ้นบางๆ ใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วย ปิดฝารอ 5 นาที จากนั้นเติมน้ำผึ้ง และมะนาวเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 แก้ว ก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ค่ะ แม่เมื่อหายแล้วให้ดื่มต่ออีกซัก 2-3 วันนะคะ

4.ขิง

ช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น (อาการคือ รู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะที่เหลว ใส) ลดอาการท้องอืด ปวดท้อง และข้ออักเสบได้ ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนด้วยแล้ว หากลูกเริ่มมีอาการจามหรือเริ่มซื้ดน้ำมูก คุณแม่สามารถต้มน้ำขิงให้ลูกทานได้นะคะ แต่อาจจะอ่อนๆ ก่อน เพราะขิงมีรสเผ็ดร้อน ถ้าแรงไปเด็กจะไม่ชอบ

5.ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก มะม่วง สับปะรด ส้มโอ ชมพู่ พุทรา มะขาม แตงโม เป็นต้นค่ะ

6.น้ำผักผลไม้สด

ควรเน้นเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น และแคนตาลูป เป็นต้น เลือกตามที่ลูกชอบกิน แล้วนำมาปั่นรวมกัน ควรปั่นแล้วดื่มทันที เพราะคุณค่าของผักและผลไม้สดยังอยู่ และเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินแบบเต็มๆ ค่ะ

7.น้ำผึ้ง

ใช่แล้วค่ะ…ฟังไม่ผิด เพราะน้ำผึ้งแท้ 100%จะอุดมไปด้วยประโยชน์และมีสรรพคุณมากมาย ทั้งในการต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา มีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยอาการไข้ อาการภูมิแพ้ น้ำมูกไหลได้ค่ะ

8.ฟักทอง

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี แคลเซียม สังกะสี โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส เรียกได้ว่าเป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

9.หัวหอม

สรรพคุณมากมายไม่แพ้ฟักทองเลยค่ะ ในหัวหอมอุดมไปด้วยวิตามินซี, บี6, บี1, เค, ไบโอติน, แคลเซียม และกรดฟอสฟอริกตัวการที่ทำให้เราน้ำตาไหล เวลาหั่นหัวหอม สรรพคุณเหล่านี้จะช่วยชะล้างแบคทีเรียและเชื้อโรคตัวอื่นๆ ที่อยู่ในเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดสะอาดขึ้น อาการหวัดก็จะค่อยทุเลาลง

10.ดื่มน้ำสะอาด

ต้องเน้นย้ำกันนิดค่ะ สำหรับข้อนี้ ให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และไม่ควรเป็นน้ำเย็น โดยเฉพาะเวลาที่เป็นหวัด หากเป็นไปได้ (หมายถึงถ้าลูกยอมทาน) ให้คุณแม่ลองต้มน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ให้ลูกดื่ม เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำใบเตย หรือน้ำตะไคร้ เป็นต้น จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้

อย่างไรแล้วคุณแม่ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ ได้ผลอย่างไรแล้วมาแชร์กันได้ค่ะ

ผู้เขียนบทความ

แม่โน้ต

แม่โน้ต

Author archive

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
IG : notepatsita



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. เตือนภัยเด็กก่อนกิน! อาหารเสี่ยง…
  2. เริ่มสอนอะไร หากอยากให้ลูกเป็นคน…
  3. 4 เทคนิคเพิ่มความสูงให้ลูกน้อย
  4. ดูแลอาการฟกช้ำลูกจาก “รอยหยิก”
  5. มาเช็คพัฒนาการลูกน้อยในวัย 4-5 ป…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

10 ประโยคทำร้ายจิตใจ ไม่ควรพูดกับลูก

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยคงทราบกันดีว่า ลูกๆ เป็นเด…

PAGE TOP