ดูแลอาการฟกช้ำลูกจาก “รอยหยิก”

พัฒนาการเด็กและสุขภาพลูกวัย 3-5 ขวบ

จากเหตุการณ์ดราม่าที่เกิดขึ้น กรณีน้องเป่าเปาโดนหยิก แล้วหลงเหลือเพียงรอยช้ำกับเสียงร้องไห้ของน้อง วันนี้ผู้เขียนมีวิธีสังเกตสีของรอยฟกช้ำนั้น รวมถึงวิธีการดูแลลูกน้อยอย่างถูกต้องมาฝากค่ะ



ทำไมจึงเกิดเป็นรอยฟกช้ำได้

เหตุเพราะบริเวณผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เส้นเลือดฝอยแตก จนเกิดอาการเลือดสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ซึ่งรอยช้ำเป็นอาการที่พบได้บ่อย เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตดูด้วยนะคะว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เพราะการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งที่จำเป็น

อาการช้ำ

อาการช้ำมักต่างกันไปตามสาเหตุ แต่โดยรวมแล้วมีอาการดังนี้

  • บริเวณผิวหนังมีรอยช้ำ เริ่มต้นมักเป็นสีแดง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือม่วงเข้มภายใน 2-3 ชั่วโมง และอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เขียว หรือสีอื่นๆ ได้ เช่น สีน้ำตาล สีน้ำตาลอ่อน แต่ถ้าผ่านไปแล้วซัก 2-3 วัน อาการก็จะทุเลาลง จนค่อยๆ จางหายไปเอง
  • รอยช้ำทั่วไป หากกดแล้วจะมีอาการเจ็บ บางครั้งอาจเจ็บปวดได้ภายในระยะเวลา 2-3 วันแรก แล้วอาการจะดีขึ้น พร้อมกับสีที่ช้ำจะค่อยๆ จางลงเช่นกัน

สีของรอยฟกช้ำ

สีแดง

ในช่วงแรกที่ผิวหนังได้รับแรงกระแทก ผิวหนังจะมีสีแดง ซึ่งมาจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตก และเลือดคั่งใต้ผิวหนัง จึงทำให้เรามองเห็นบริเวณที่ถูกกระแทกนั้นเป็นสีแดง

สีม่วงน้ำเงิน

หลังจากที่ผิวหนังได้รับแรงกระแทกแล้วเกิดอาการฟกช้ำ บางครั้งสีของรอยช้ำก็เปลี่ยนไปได้แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ นั่นเพราะเลือดที่ออกจากเส้นเลือดนั้นได้สูญเสียออกซิเจนไป ทำให้สีของเลือดกลายเป็นสีที่คล้ำขึ้น

ทั้งนี้ หากเส้นเลือดที่ได้รับบาดเจ็บหรือแรงกระแทกนั้นอยู่ลึก สีของรอยฟกช้ำอาจไม่ใช่สีแดงหรือสีม่วงน้ำเงินก็ได้ สีของรอยช้ำที่เข้มข้นแสดงว่าเส้นเลือดที่ได้รับบาดเจ็บนั้นอยู่ลึก บางครั้งอาจเป็นสีดำก็ได้ค่ะ

สีเขียว

ไม่กี่วันหลังจากที่ผิวหนังได้รับแรงกระแทก สีของรอยช้ำจะกลายเป็นสีเขียว เพราะหลังจากที่เซลล์เม็ดเลือดแตกก็จะมีการผลิตเฮโมโกบิลออกมา ซึ่งในช่วงนี้ร่างกายจะเปลี่ยนเฮโมโกบิลจะผลิตสารเคมีใหม่ ส่งผลต่อสีที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เราจึงเห็นรอยช้ำรอบนอกเป็นสีเขียว และด้านในเป็นม่วงน้ำเงิน

สีเหลือง

เมื่อเราเห็นรอยช้ำกลายเป็นสีเหลือง นั่นแสดงว่าเฮโมโกบิลได้สลายตัวเสร็จเรียบร้อยและกลายเป็นบิลิรูบินแล้ว เราจึงเห็นสีของรอยฟกช้ำเป็นสีเหลือง ในขั้นนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ร่างกายจะขจัดเซลล์ที่ออกมาจากเส้นเลือดที่แตก เมื่อขจัดเสร็จเมื่อไหร่ รอยฟกช้ำนี้ก็จะจางหายไปด้วยค่ะ

วิธีดูแลและลดอาการปวดบวม

โดยปกติร่างกายจะรักษาอาการฟกช้ำได้เอง โดยต้องผ่านขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น แต่วันนี้ผู้เขียนจะขอพูดรวมไปถึงบางรายที่มีอาการเจ็บ หรือปวดบวมด้วย ลองใช้วิธีเหล่านี้เพื่อบรรเทาอาการดูนะคะ

ประคบเย็นที่รอยฟกช้ำ

ภายใน 48 ชั่วโมง ให้หลีกเลี่ยงการประคบร้อนที่รอยฟกช้ำ หรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่น หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ให้ใช้วิธีประคบเย็นทันที จะช่วยลดความปวดได้ค่ะ การประคบเย็นที่รอยฟกช้ำนี้ ควรทำวันละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-20 นาที

ยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงขึ้น

หากมีอาการแผลฟกช้ำขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะแขนหรือขา ให้พยายามยกให้สูงเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งประคบเย็นบริเวณที่ช้ำนั้นร่วมด้วย จะช่วยลดพื้นที่ของรอยฟกช้ำให้น้อยลงได้

ประคบร้อนที่รอยฟกช้ำ

การที่จะประคบร้อนได้นั้น ต้องรอให้อาการบวมหายเสียก่อนถึงจะสามารถประคบร้อนได้ โดยทำเช่นเดียวกับประคบเย็น คือ ให้ประคบร้อนตรงรอยฟกช้ำ ทำวันละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-20 นาที เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น รอยฟกช้ำก็จะหายไวค่ะ

อย่างที่บอกว่ารอยฟกช้ำสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เพียงแต่คุณแม่ต้องคอยสังเกตความรุนแรงของอาการ เพื่อที่จะได้ดูแลลูกอย่างถูกวิธี แต่คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะรอยฟกช้ำสามารถหายได้เองค่ะ

แม่โน้ต

43,728 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง