รับมือลูกย้ายโรงเรียนกลางคันชั้นอนุบาล งอแง พร้อมกฎการย้ายโรงเรียนที่ควรรู้

รับมือลูกย้ายโรงเรียนกลางคันชั้นอนุบาล งอแง พร้อมกฎการย้ายโรงเรียนที่ควรรู้
การเลี้ยงลูกวัย 3-5 ขวบ

ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอมแล้ว เด็กๆ จะต้องเลื่อนชั้นขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะมีบางส่วนที่ต้องย้ายโรงเรียน การย้ายโรงเรียนคงจะเป็นเรื่องคุ้นชินกับเด็กที่โตหน่อย แต่สำหรับเด็กบางคนยังคงร้องไห้งอแงทุกเช้า และพูดได้แค่ว่า “หนูไม่อยากไปโรงเรียน หนูไม่อยากย้ายโรงเรียน” ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องหาวิธีรับมือ เพื่อที่จะอธิบายให้ลูกๆ ได้เข้าใจและยอมไปโรงเรียนถึงแม้จะเดินเข้าโรงเรียนไป ร้องไห้ไปก็ตาม

เรื่องที่ลูกงอแงร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจดูว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับลูกแล้วการที่ต้องเจอสิ่งใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ จะทำให้เค้าเกิดความกังวล เกิดความกลัวขึ้น เพราะความที่เค้า “ไม่รู้” ว่าเค้าจะต้องเจอกับอะไรบ้างที่โรงเรียนใหม่ จะมีเพื่อนมั้ยครูจะดุหรือเปล่า โดยเฉพาะการที่เค้าต้องห่างบ้าน ห่างจากพ่อแม่ และไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย วันนี้ผู้เขียนมีวิธีที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจในมุมลูก รวมถึงวิธีการที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลดความกังวลให้ลูกอีกด้วยนะคะ

ลดความกังวลลูกที่ต้องย้ายโรงเรียนกลางคัน

สร้างบรรยากาศให้น่าตื่นเต้น

ก่อนเปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปเลือกซื้อเสื้อผ้า รองเท้า ดินสอ กล่องดินสอ ยางลบ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนของลูก โดยให้เค้าได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้เอง เพราะจะทำให้เค้ารู้สึกตื่นเต้น และนับวันเปิดเทอมอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว

สร้างความคุ้นเคยกับโรงเรียน

ก่อนเปิดเทอมพาลูกไปโรงเรียน ไปเดินเล่นดูสถานที่ ซึ่งปัจจุบันมีหลายโรงเรียนเปิดสอนซัมเมอร์ อาจพาลูกไปสร้างความคุ้นเคย เค้าจะได้เห็นเพื่อนๆ ขณะเรียนหนังสือ ได้พบหน้าคุณครู ได้เห็นบรรยากาศการเรียน การสอนของโรงเรียนก็จะทำให้เริ่มคุ้นเคยมากขึ้น

แม่โน้ต

น้องมินเคยมีประสบการณ์การย้ายโรงเรียนในชั้นอนุบาลค่ะ ก่อนเปิดเรียนที่โรงเรียนใหม่ แม่โน้ตพาเค้าไปดูสถานที่ก่อน แล้วอธิบายให้เขาฟังว่าหนูจะเรียนห้องไหน มีสนามเด็กเล่นที่กว้างขวาง ฯลฯ สุดท้ายน้องมินอยากไปโรงเรียนเลยคะ จนกระทั่งทุกวันนี้^^

ในระหว่างที่เดินดูโรงเรียนกันอยู่นี้ หากคุณแม่รู้ว่าลูกชอบเรียนวิชาไหน ก็อาจพูดเสริมได้ค่ะ ว่าที่นี่ก็มีวิชาวาดภาพระบายสีที่ลูกชอบด้วย มีหลายแบบให้วาดสนุกนะลูก

พูดข้อดีของโรงเรียน

ให้คุณแม่ลองคิดถึงข้อดีของโรงเรียนใหม่แล้วพูดคุยให้ลูกฟังเป็นระยะๆ เช่น โรงเรียนมีสนามเด็กเล่นกว้างมาก ลูกจะได้เจอเพื่อนใหม่ คุณครูคนใหม่ ได้ใส่ยูนิฟอร์มใหม่ แม่ว่าลูกจะต้องชอบแน่เลย

ให้ลูกนอนให้พอและทานอาหารที่เหมาะสม

ให้ลูกเข้านอนแต่หัวค่ำ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นต่อการทำงานของสมอง สมาธิ และอารมณ์ ทำให้ร่างกายพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ให้กำลังใจลูก

คุณแม่ควรค่อยๆ คุยให้กำลังใจลูก โดยอาจบอกว่า ยังมีเพื่อนของลูกอีกหลายคนที่ต้องย้ายโรงเรียนมาเหมือนลูก แม่เชื่อว่าคุณครูเข้าใจในเรื่องนี้ดี ว่าเด็กจะต้องกังวลใจ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง แล้วลูกก็จะคุ้นเคยไปเอง เหมือนตอนที่ลูกอยู่โรงเรียนเก่า ลูกยังค่อยๆ ใช้เวลาเพื่อทำความคุ้ยเคยเลย ที่นี่ก็เหมือนกันค่ะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

ใช้เวลากับลูกให้มากขึ้น

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทั้งทำงานนอกบ้านและเป็นแม่บ้านอย่างเดียว ช่วงเปิดเทอมในอาทิตย์แรกๆ หลังจากที่รับลูกมาแล้ว อยากให้ใช้เวลาซักนิดถามไถ่ลูกว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง สนุกมั้ย ได้เรียนอะไรบ้างแล้วรึยัง มีเพื่อนกี่คนแล้ว อาหารที่โรงเรียนอร่อยมั้ย หรือทานอะไร เพราะลูกจะรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ยังสนใจเค้า ใส่ใจเค้า ว่าในแต่ละวันเค้าไปเจอกับอะไรมาบ้าง และที่แน่นอนที่สุดคือ ลูกจะดีใจที่ได้กลับมาอยู่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่

หมั่นติดตามข่าวสารของโรงเรียนใหม่

เป็นคุณแม่ตาสับปะรด ในที่นี้คือ คอยติดตามข่าวสารของโรงเรียน รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น เพราะบางข่าวหรือบางกิจกรรมอาจเกี่ยวข้องกับลูกเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมค่ะ

ทำความรู้จักกับผู้ปกครองท่านอื่นๆ

สร้างสัมพันธ์กับผู้ปกครองท่านอื่นในห้องเดียวกันกับที่ลูกเรียน โดยเฉพาะเพื่อนใหม่ที่ลูกคบด้วย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินติดขัดเรื่องเรียนหรือต้องการความช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ ก็อาจจะสามารถแนะนำและช่วยเหลือกันได้

พาลูกไปหาเพื่อนเก่า

เพื่อเป็นการทำให้ลูกรู้ว่าถึงแม้ลูกจะไม่ได้เรียนโรงเรียนนี้แล้ว แยกย้ายกันไปแล้ว แต่ลูกก็ยังสามารถนัดเจอกันหรือทานข้าวด้วยกันได้

กฎการย้ายโรงเรียนกลางคัน

ย้ายโรงเรียนจะว่าไปสำหรับชั้นอนุบาลคงไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย แต่วันนี้ที่นำข้อมูลมาแชร์กันก็จะเป็นระดับชั้นที่สูงขึ้นไปซักหน่อย ซึ่งกฎที่ว่านี้สำคัญมากค่ะ ห้ามพลาดเด็ดขาด ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ไปดูกันเลยค่ะ

สำหรับนักเรียนที่ย้ายออก

เป็นกฎที่จะต้องท่องให้ขึ้นใจนะคะ กฎที่ว่าคือ การย้ายออกจากโรงเรียน นักเรียนคนนั้นจะต้องทำการแจ้งย้ายออก และยื่นเรื่อง คือยื่นใบ Transfer ภายใน 60 วัน และต้องยื่นใบ Transfer ภายใน 15 วัน บางคนนับแค่ 60 วัน แล้วไปยื่นหลัง 15 วัน นั่นแสดงว่านักเรียนจะโดน Terminated หมดสถานภาพของนักเรียนไปโดยปริยาย ทำให้ต้องทำเรื่องขอเข้าเรียนใหม่ เสียค่าแรกเข้าใหม่ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาอีกด้วยค่ะ

โรงเรียนที่คุณกำลังจะย้ายออก บางโรงเรียนก็ว่าไปตามกฎ 60 วัน แต่บางโรงเรียนก็เขี้ยวหน่อย ให้แค่ 15 วัน (อาจจะมาก หรือน้อยกว่านี้ก็ลองถามโรงเรียนดูนะจ๊ะ) ในที่นี้หมายความว่า ถ้านักเรียนคนใดต้องการจะย้ายออก จะต้องแจ้ง หรือทำเรื่อง คือยื่นใบ Transfer ภายใน 15 วัน นับจากวันที่เรียนวันสุดท้าย
ข้อมูลอ้างอิง peenaroom.blogspot.com

สำหรับนักเรียนที่จะย้ายเข้า

ทั่วไปแล้วจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน

  • แบบที่เปิดรับนักเรียนใหม่ทุกสัปดาห์ (ส่วนใหญ่จะเป็นทุกวันจันทร์)
  • แบบที่เปิดเรียนเป็นเทอม

ซึ่งทั้ง 2 แบบนักเรียนจะต้องนับย้อนขึ้นมาจากวันที่เปิดเรียนของโรงเรียนใหม่ เพื่อที่จะได้ทำการยื่นลาออกจากโรงเรียนเก่าได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาดเรื่องการคำนวณวัน เช่น โรงเรียนใหม่เปิดเทอมวันที่ 1 มกราคม ก็ให้นับย้อนขึ้นไป 60 วัน (ต้องนับที่ 60 วันนะคะ ไม่ใช่ 2 เดือนนะ เพราะบางเดือนมี 31 วัน) เพราะฉะนั้น นักเรียนต้องลาออกจากโรงเรียนเก่าวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้น

การย้ายโรงเรียนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม โดยเฉพาะเด็กเล็ก ถึงแม้เด็กบางคนอาจจะไม่พูดอะไรแต่ในใจลึก ๆ เขาก็มีความกังวลซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตลูก และพูดให้กำลังใจลูกบ่อย ๆ แบบนี้ก็จะทำให้ลูกคลายความกังวลลงได้ค่ะ

แม่โน้ต

969,705 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความที่เกี่ยวข้อง "รับมือลูกย้ายโรงเรียนกลางคันชั้นอนุบาล งอแง พร้อมกฎการย้ายโรงเรียนที่ควรรู้"

บทความแนะนำ