การดูแลสุขภาพเด็ก

ระวังให้ดีกับ Heat Stroke

เดือนนี้แค่เดือน มี.ค. เท่านั้นนะคะ ยังร้อนขนาดนี้ แล้วถ้าเดือน เม.ย. ที่ประเทศไทยจะร้อนเต็มตัวล่ะ จะร้อนขนาดไหน? บรื๋ออ…แค่คิดก็เหงื่อตกแล้วค่ะ
ประเทศไทยอยู่ในภูมิประเทศเขตร้อน ผนวกกับโลกเราที่ต้องเจอกับภาวะเรือนกระจก เป็นเหตุทำให้โลกเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี จึงมีหลายคนที่ตกอยู่ในภาวะ“Heat Stroke หรือ โรคลมแดด” โดยไม่รู้ตัว โรคนี้หากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้โดยเฉพาะลูกน้อย ไม่ควรให้ทำกิจกรรมกลางแจ้งมากๆ เพราะเสี่ยงกับการเป็นลมแดดได้ วันนี้เรามีสาเหตุ การป้องกัน และวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นมาฝากค่ะ



สาเหตุ

เกิดจากการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้พลังงานได้ตามปกติ โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะสามารถรับมือและจัดการกับความร้อนที่เกิดกับร่างกายได้ดี แต่หากปัจจัยรอบตัวยังคงมีอุณหภูมิที่สูงเกินร่างกายจะรับไหว และไม่สามารถปรับสมดุลได้ทัน ก็จะเกิด “ภาวะลมแดด” ขึ้น

“โรคลมแดดสามารถเป็นได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา และหญิงตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้”

ข้อควรระวัง

หน้าร้อนคุณพ่อคุณแม่อาจมองว่าการพาลูกน้อยไปเล่นน้ำ หรือว่ายน้ำในสระ น่าจะเย็นสบาย แต่รู้หรือไม่ การเล่นน้ำในช่วงเวลาที่แดดแรง อาจเกิดตะคริวได้ อันตรายถึงชีวิต ทางที่ดี ควรเล่นแต่พอควรและคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดนะคะ

การจัดกลุ่มโรค

โรคลมแดดที่เกิดจากการออกกำลังกาย (Exertional Heat Stroke : HES)

พบมากในกลุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงมาก่อน เช่น เด็กโต วัยรุ่น นักกีฬา และทหารเกณฑ์ เป็นต้น

โรคลมแดดทั่วไป(Non-Exernational Heat Stroke : NHES)

พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดัน ผู้ที่ใช้สารเสพติด ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือในเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

อาการ

เป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิน 40 องศาเซลเซียส
  • ร่างกายไม่ขับเหงื่อออก แม้อุณหภูมิจะสูงขึ้น
  • เนื่องจากอุณหภูมิสูง ส่งผลให้ผิวหนังแดง แห้ง และร้อน แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยออกกำลังกายมา ผิวหนังอาจมีความชื้นอยู่บ้าง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ เป็นตะคริว
  • วิงเวียนศีรษะ ไม่สามารถทรงตัวได้ หน้ามืด เป็นลมหมดสติ
  • กระสับกระส่าย พูดไม่ชัด เพ้อ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจถี่และตื้น
  • ปวดศีรษะตุบๆ
  • ชัก
  • คลื่นไส้ อาเจียน

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น

โรคลมแดดเป็นโรคที่เกิดอย่างเฉียบพลัน ดังนั้น ผู้ป่วยต้องได้รับการช่วยเหลือในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้อวัยวะสำคัญต่างๆ อย่างสมองได้รับความกระทบกระเทือน ด้วยการที่ต้องทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงเป็นปกติโดยเร็ว วิธีการมีดังนี้

  • นำผู้ป่วยไว้ในร่มหรือสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ ถอดหรือคลายเสื้อผ้าที่คับแน่นออก
  • คุณหมอบางท่านใช้วิธี “การระเหย”คือ ใช้น้ำเย็นชโลมตามผิวหนังของผู้ป่วย และใช้พัดลมเป่าให้เกิดการระเหย
  • ใช้แพคน้ำแข็งประคบไปที่บริเวณรักแร้ ขาหนีบ คอและหลัง เพราะบริเวณดังกล่าวจะมีเส้นเลือดที่ใกล้กับชั้นผิวหนังอยู่เป็นจำนวนมาก
  • เฝ้าดูให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงเหลือประมาณ 38.3 – 38.8 องศาเซลเซียส ในขณะที่ยังคงทำการรักษาอยู่
  • หากผู้ป่วยรู้สึกตัว ให้ดื่มน้ำเย็นที่ “ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน”
  • ระหว่างการรักษาเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการหนาวสั่น อาจส่งผลให้อุณหภูมิกลับเพิ่มขึ้น คุณหมออาจให้ยาช่วยคลายกล้ามเนื้อ เช่น เบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine)เพื่อบรรเทาอาการหนาวสั่น
  • คุณหมออาจให้น้ำเกลือหรือเกลือแร่ กับผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำ

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแดด
  • อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ แต่ไม่ควรดื่มน้ำที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้
  • หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ให้ใส่เสื้อผ้าที่สบายไม่รัดแน่น ระบายอากาศได้ดี สีอ่อน สวมหมวกปีกกว้าง และใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15 ขึ้นไป
  • รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น สลัดและผลไม้
  • ใช้น้ำพรมเสื้อผ้าหรือผิวหนัง หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางไว้ที่คอเพื่อช่วยลดอุณหภูมิได้
  • ปลูกต้นไม้หรือวางอ่างน้ำไว้ในบริเวณที่พักอาศัยจะช่วยลดความร้อนได้
  • ควรปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เพราะถือเป็นแหล่งกำเนิดความร้อนชนิดหนึ่ง
  • อย่าปล่อยให้เด็กหรือผู้สูงอายุอยู่ในรถที่จอดไว้ ถึงแม้จอดแค่ 10 นาที ความร้อนสามารถขึ้นมาได้ถึง 6 องศาเซลเซียส อันตรายถึงชีวิตได้
  • เฝ้าดูเด็ก และผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เพราะจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่าย

ได้รู้อย่างนี้แล้ว หน้าร้อนนี้ดูแลตัวเองและใส่ใจคนที่คุณรักให้ห่างจากโรคนี้กันนะคะ

ผู้เขียนบทความ

พัชญ์สิตา จงพิพัฒนศิริ
 

Author archive

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
IG : notepatsita
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. มาเรียนรู้วิธีดูแลเล็บของเด็กทาร…
  2. “ลูกผอมไปป่าว?” …เด็กอ้วนแ…
  3. ลูกขาดโกรทฮอร์โมน ส่งผลให้ตัวเตี…
  4. ลูกน้อยก็เครียดได้…มารู้จักกับวิ…
  5. ควันบุหรี่ทำร้ายลูกน้อยได้มากแค่…
  6. ล้างจมูกลูกอย่างไร ไม่ให้สำลัก
  7. แป้งฝุ่นปนเปื้อนทัลค์(Talc), ทัล…
  8. มาเรียนรู้วิธีใช้ยาลดไข้กับเด็กใ…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP