“ลูกผอมไปป่าว?” …เด็กอ้วนแก้มยุ้ยน่ารักดีหรือเป็นสัญญาณเตือนโรค!



การดูแลสุขภาพเด็ก

ลูกผอมไปมั้ย?”ประโยคคลาสสิกที่เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านเคยเจอจริงอยู่เวลาเจอเด็กที่อ้วนจ้ำม่ำก็จะน่ารัก น่ากอด น่าเข้าไปหยิกแก้มเป็นธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว คุณแม่รู้หรือไม่ว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจเป็น “โรคอ้วนในเด็ก” หรือหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะตั้งแต่ตอนนี้ อาจเป็นจุดกำเนิดของโรคร้ายที่จะตามมาในอนาคตก็ได้นะคะ
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับ “โรคอ้วนในเด็ก” กันค่ะ ไปดูกันซิว่าจะร้ายแรงแค่ไหน

แบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่ายเป็นโรคอ้วนในเด็ก?

โรคอ้วนในเด็ก คือ เด็กที่มีน้ำหนักตัว และปริมาณไขมันมากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับน้ำหนัก และความสูงในระดับมาตรฐานของช่วงอายุเดียวกันโดยดูได้จากหากเด็กมีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ 20 ถือว่าเป็นโรคอ้วนในเด็กค่ะ
การเป็นโรคอ้วน ไม่ได้หมายความแค่ว่า เป็นโรคอ้วนอย่างเดียวแล้วจบนะคะ แต่โรคอ้วนนั้นเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่คอยเปิดรับโรคอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย อาทิ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ความผิดปกติของกระดูกและข้อ โรคผิวหนัง โรคนอนกรนและอาจหยุดหายใจขณะหลับ ตับและถุงน้ำดีอักเสบเป็นต้น อย่าเพิ่งตกใจค่ะ นี่แค่บางส่วนนะคะ

ข้อเสียของการเป็นโรคอ้วน

ความอ้วนในเด็กหากปล่อยไว้นานจนอายุเกิน 6-7 ปี อาจเป็นอะไรทีแก้ยากเรามาไล่เรียงกันทีละข้อดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

  1. เคลื่อนไหวตัวลำบาก ขาดความคล่องตัว หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้มจะทำให้เจ็บมากกว่าเพื่อน
  2. กระดูกและข้อต่อเสื่อมาไวก่อนเวลาอันควร
  3. เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพราะเมื่อร่างกายไม่ตอบสนองกับอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้เด็กมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและเป็นเบาหวานในที่สุด นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต ระบบประสาท และหัวใจ
  4. ไขมันในเลือดจะสูง เหตุเพราะการทานของมัน ของทอด เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด และหมูสามชั้น เป็นต้น
  5. อาจมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ส่งผลให้เป็นความดันโลหิตสูงได้
  6. เป็นโรคนอนกรน เด็กที่อ้วนบางรายอาจมีภาวะอุดกั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อน ทำให้หายใจไม่สะดวก ออกซิเจนในเลือดน้อยลงขณะหลับ ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะหัวใจโตร่วมด้วย
  7. มีไขมันสะสมในตับ เสี่ยงเป็นโรคตับ
  8. ส่งผลต่อจิตใจ โดยเฉพาะการเข้าสังคม ถูกเพื่อนล้อ จิตใจหดหู่ ไม่อยากไปโรงเรียน

สาเหตุโรคอ้วนในเด็ก

1.พันธุกรรม

หากคุณพ่อคุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ (คนใดคนนึง) อ้วน โอกาสที่ลูกจะอ้วนก็จะลดลงเหลือร้อยละ 40 แต่ถ้าผอมทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ร้อยละ 14

2.ครอบครัว

ครอบครัวมีพฤติกรรมการทานอาหารเช่นไร เด็กก็จะได้รับพฤติกรรมการทานอาหารเช่นนั้นมา เพราะนอกจากที่คุณพ่อคุณแม่จะทานในแบบฉบับของตัวเองแล้ว ก็ยังจัดหาให้ลูกทานแบบเดียวกันไปด้วย หากคุณพ่อคุณแม่อ้วน ส่วนใหญ่ลูกก็จะอ้วนไปด้วย

3.พฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

การทานขนมจุบจิบ การทานอาหารในปริมาณมาก และบ่อย แถมยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง อาทิ ไก่ชุบแป้งทอด ไอศกรีม น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอมหรือแม้แต่ผลไม้ที่มีแป้ง และน้ำตาลสูง เป็นต้น

4.การออกกำลังกาย

เป็นเพราะเด็กใช้พลังงานน้อยลง โดยเฉพาะในวันหยุดหรือช่วงเย็นที่กลับจากโรงเรียน พบว่าส่วนใหญ่หลังทานอาหารเสร็จ เด็กๆ ก็มักจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ (ทีวี, มือถือ หรือแทบเล็ต) มากเกินความจำเป็น คือ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน จึงทำให้ไม่เหลือเวลาที่จะออกกำลังกายหรือไม่มีเวลาที่จะได้ใช้พลังงานเลย

5.สิ่งแวดล้อม

ปัจจัยที่ทำให้มีผลต่อน้ำหนักตัว อาทิ น้ำหนักเด็กทารกแรกคลอดที่มากอยู่แล้ว หรือแม้แต่อายุที่เริ่มให้อาหารผสม เป็นต้น

การป้องกันโรคอ้วนในเด็ก

  1. ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ไม่ให้กินขนมมากเกินควร
  2. เพิ่มการออกกำลังกาย พาเด็กๆ ออกไปเดินหรือวิ่งเล่น ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ หรือทำกิจกรรมรอบบ้าน อาทิ ช่วยกันลงดิน ปลูกต้นไม้ก็ได้ค่ะ
  3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    • ทานให้เป็นเวลา ในปริมาณที่พอเหมาะ
    • ควบคุมปัจจัยที่เอื้อต่อการทานอาหาร เช่น ทานข้าวไป ดูทีวีไป ไม่ซื้อขนมเก็บไว้ในบ้านมากๆ การปล่อยให้เด็กทาข้าวคนเดียว โดยที่ไม่ควบคุมเวลา เป็นต้น
    • การให้รางวัลหรือหารชมเชยตามสมควร เมื่อลูกสามารถควบคุมพฤติกรรมการทานอาหารหรือขนมได้

จะเห็นได้ว่าโรคอ้วนในเด็กอันตรายกว่าที่คิดนะคะ เพราะส่งผลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กเลยทีเดียว เป็นจุดกำเนิดหลายโรค เมื่อทราบอย่างนี้แล้วอย่าปล่อยให้ลูกเป็นเด็กแก้มยุ้ยแบบมีโรคนะคะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะตั้งแต่วันนี้ดีกว่า เป็นกำลังใจนะคะ

แม่โน้ต

102,522 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความแนะนำ