เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี SQ

การเลี้ยงลูกวัย 1-3 ขวบ

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างปรารถนาให้ลูกเติบโตประสบความสำเร็จในชีวิต มีความพร้อมในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นคนเก่ง ฉลาด มีไหวพริบ จิตใจดี เป็นคนดี และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้

สมัยก่อนเรามองว่า หากลูกเป็นเด็กที่ฉลาดจะสามารถอยู่รอดได้ในสังคม ดังนั้น การส่งเสริมหรือสนับสนุนเด็กในด้านการพัฒนา “ความฉลาดด้านสติปัญญา (Intelligence Quotient = IQ )” จึงเกิดขึ้นมากมาย ต่อมาความฉลาดอย่างเดียวไม่พอที่จะเด็กประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เราจึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ความฉลาดทางด้านอารมณ์ (Emotional Quotient = EQ)” ซึ่งก็คือ การที่เด็กรับรู้ เข้าใจและรับมือกับอารมณ์ของตนเองได้ รู้จักที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งทั้ง IQ และ EQ เชื่อว่าคุณแม่คงเคยได้ยินมาแล้ว

ณ ปัจจุบันหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต IQ กับ EQ ไม่เพียงพอสำหรับลูกน้อยแล้วล่ะค่ะ เพราะเราจะมี “Q” เพิ่มเข้าเป็นสมาชิกอีกหนึ่งตัว นั่นก็คือ “SQ” นั่นเอง เรามาดูกันค่ะว่า “SQ” คืออะไร? ลักษณะของคนที่มี SQ ที่ดีเป็นอย่างไร? ที่สำคัญ…จะสอนลูกอย่างไรให้เป็นเด็กที่มี SQ?



SQ คืออะไร?

SQ ย่อมาจาก Social Quotient คือ ความฉลาดในการเข้าสังคม การมีทักษะที่ดีในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และสามารถปรับตัวได้ดีกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม หรือจะขยายความอีกนิดก็คือ มีความคิดวิเคราะห์รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ อะไรควรทำเวลาไหน เป็นต้นค่ะ

ลักษณะของคนที่มี SQ ดีเป็นอย่างไร?

  • มีทัศนคติบวก มองโลกในแง่ดี
  • สามารถเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ ทั้งทางด้านความคิด อารมณ์ และความรู้สึก
  • มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น สามารถสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • รู้กฎระเบียบของสังคม และสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
  • รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น มีวินัย ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ
  • มีความเป็นห่วงเป็นใยและคำนึงถึงผู้อื่น
  • เปิดใจ เปิดตัวเอง ยินดีและพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามา มีความคิดสร้างสรรค์
  • ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
  • สามารถทำงานเป็นทีมได้

ดังนั้น คนที่มี SQ ที่ดีจะเป็นคนที่ใครๆ ก็อยากเข้าหา เข้าใกล้ อยากอยู่ และอยากร่วมงานด้วย เป็นที่รักของทุกคน

5 วิธีสอนลูกให้มี SQ

1.ให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อน

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนจากโรงเรียนหรือในหมู่บ้าน จริงๆ ข้อนี้ก็หมายรวมถึง พี่ๆ หรือ น้องๆ ด้วยนะคะ เพราะการที่ให้ลูกได้เข้าไปเล่นกับเพื่อน พี่หรือน้องนั้น จะฝึกให้ลูกน้อยได้คุ้นเคยที่จะอยู่กับคน ทำให้น้องกล้าแสดงออกทั้งการกระทำและความคิด ที่สำคัญอีกอย่างคือ สอนให้ลูกน้อยเรียนรู้การเอาตัวรอดเวลาที่เขาต้องอยู่กับคนหมู่มาก
สำหรับคุณแม่ที่มีลูกอายุไม่ถึง 4 ขวบ ลูกน้อยอาจจะยังเล่นกับเพื่อนไม่เก่ง แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ ใจเย็นๆ ค่อยฝึกไปค่ะ

2.ชวนให้ลูกทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน

คุณพ่อคุณแม่ลองชวนลูกมาทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกัน เช่น ช่วยคุณแม่ตากผ้า ล้างผัก ช่วยคุณพ่อเอาดินมาลงเพื่อจะปลูกต้นไม้ หรือช่วยลดน้ำต้นไม้ก็ได้นะคะ
หรือหากเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่มีคนอื่นร่วมด้วยก็ได้ค่ะ เพราะถือเป็นการฝึกให้ลูกน้อยรู้จักการทำงานเป็นทีมและเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

3.สอนให้ใช้คำว่า “สวัสดี” “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” ให้เป็น

เพราะ 3 สิ่งนี้เป็นการแสดงมารยาทและเป็นการเข้าสังคมอย่างอ่อนน้อม ผู้ใหญ่ก็มักจะให้การเอ็นดู หรือหากนำไปใช้กับเพื่อน ก็จะแสดงออกถึงความจริงใจและกาลเทศะค่ะ

4.สอนให้เห็นถึงคุณค่าของการแบ่งปัน

คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ดูเป็นตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอนะคะ และสอนให้ลูกน้อยเห็นว่าถ้าเราแบ่งปันสิ่งที่เรามีให้คนอื่นบ้าง วันหนึ่งเขาอาจจะแบ่งปันเราคืนเช่นกัน หรือถ้าลูกน้อยโตขึ้นอีกหน่อยสามารถสอนลูกได้อีกขึ้นหนึ่งค่ะว่า “การแบ่งปันโดยไม่หวังผลตอบแทนก็เป็นสิ่งที่ดี” ให้ลูกน้อยได้เห็นว่า “การแบ่งปันหรือการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องแปลก”

5.ชื่นชมลูกเมื่อเห็นว่าลูกสามารถทำงานเข้ากับผู้อื่นได้ดี

“กำลังใจ” จากคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกน้อยได้มีแรงมีกำลังใจในการเรียนรู้สิ่งดีๆ ในชีวิตนะคะ เช่น หากลูกสามารถเล่นกับเพื่อนๆ ได้ดี โดยไม่แกล้งกัน หรือลูกทำงานกลุ่มกับเพื่อน แล้วผลงานออกมาดี เป็นต้น ไม่ต้องกลัวลูกเหลิงค่ะ กลับกันจะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจและพร้อมที่จะเดินไปในแนวทางนี้ค่ะ

“การสร้างหอไอเฟลไม่สามารถสร้างเสร็จได้ในวันเดียวฉันใด การสร้าง SQ ให้ลูกน้อยก็ต้องใช้เวลาฉันนั้น” ค่ะ

พัชญ์สิตา จงพิพัฒนศิริ

758 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง