การเลี้ยงลูกวัย 3-5 ขวบ

6 สาเหตุที่ลูกชอบอมข้าว และวิธีรับมือ

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเจอคือ การที่เด็กอมข้าวไม่ยอมเคี้ยว บางทีอมจนน้ำลายไหลออกมาเลยก็มี บางคนก็แอบไปบ้วนทิ้งก็มี ปัญหาเหล่านี้ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวไปตามๆ กัน แต่วันนี้เราจะมาสรุปสาเหตุให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองไปคิดทบทวนว่าลูกอมข้าวเพราะอะไร พร้อมกับแนวทางแก้ไขปัญหาแต่ละข้อ ไปดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง



6 สาเหตุที่ลูกอมข้าว แนวทางแก้ไข

1.ได้ฝึกให้ลูกเคี้ยวหรือเปล่า

เด็กเล็กๆ เมื่ออายุได้ 6 เดือน ควรได้รับอาหารที่เสริมที่นอกเหนือจากนมอย่างเดียว เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์มาช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเซลล์ประสาทต่างๆ แต๊กว่าคุณพ่อคุณแม่จะมาพบว่าลูกเอาแต่อมข้าวก็เมื่ออายุได้ 2-3 ขวบแล้ว

นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อลูกถึงวัยที่เค้าควรได้ฝึกเคี้ยว แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ฝึกเรื่องการเคี้ยวให้กับเค้า เลือกแต่อาหารบดเหลวที่ป้อนปุ๊บ กลืนปั๊บ จึงทำให้เด็กไม่รู้จักการเคี้ยว

แนวทางแก้ไข
ปรับใหม่ค่ะ เริ่มหาอาหารที่เคี้ยวง่ายๆ เนื้อนุ่มๆ ก่อน อาทิ โจ๊ก เต้าหู้ ข้าวต้ม แล้วค่อยๆ เพิ่มความหยาบของเนื้ออาหารให้มากขึ้นทีละน้อย จากการสับละเอียด เป็นสับหยาบ จากการหั่นชิ้นเล็กๆ เป็นค่อยๆ หั่นหยาบมากขึ้น

2.ลูกอิ่มแล้ว แต่ต้องการต่อต้านจากการขู่เข็ญให้ทานข้าว

เพราะความรัก ความห่วงของคุณพ่อคุณแม่แท้ๆ กลัวว่าลูกจะทานข้าวไม่อิ่ม เพราะห่วงแต่จะเล่น จะกินขนม เลยใช้วิธีบังคับให้กินข้าว ดุว่าลูกอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่ดีให้กับลูกในเวลากินข้าว ทำให้ลูกเกิดการฝังใจ ไม่อยากทานข้าว จึงบอกคุณพ่อคุณแม่ไปว่า “อิ่มแล้ว”
ซึ่งถ้าอิ่มจริง คุณพ่อคุณแม่คงไม่ต้องกลุ้มใจ แต่ถ้าไม่ได้อิ่มจริง อันนี้สิต้องมีวิธีรับมือ

แนวทางแก้ไข
เพื่อลดพฤติกรรมการอมข้าว เนื่องมาจากการต่อต้าน หากลูกบอกว่าอิ่มแล้ว แต่ความจริงคุณพ่อคุณแม่จะดูออกว่าลูกอิ่มจริงหรือเปล่า ถ้าลูกไม่ได้อิ่มจริง ไม่ต้องดุเค้าค่ะ ปล่อยเค้าไป แต่…ต้องทำความตกลงกับลูกก่อนว่า

“เพราะลูกกินข้าวไม่หมด ลูกอิ่มแล้ว แม่จะไม่ให้กินขนมนะคะ ถ้าหนูหิวข้าวต้องรอกินข้าวมื้อถัดไปเลยนะ”

ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งนะคะ ไม่ให้ขนมระหว่างมื้อเด็ดขาด เพราะเมื่อถึงเวลากินข้าวมื้อถัดไป ลูกจะกินข้าวได้เยอะเอง

3.เห็นลูกเล่นเพลิน ไม่อยากขัดจังหวะ

คุณพ่อคุณแม่บางคนเห็นว่าลูกกำลังนั่งเล่นของเล่นเพลินๆ ไม่อยากขัดจังหวะ เพราะต้องเรียกให้ลูกไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะกินข้าว เลยต้องเอาข้าวมานั่งป้อนแทน เพราะคิดว่าความเพลินของลูกที่นั่งเล่นอยู่นั้นจะช่วยให้ลูกกินข้าวได้มากขึ้น

แต่ความจริงแล้ว ถูกครึ่ง ไม่ถูกครึ่ง ที่ถูกคือ ลูกเพลินกับของเล่น แต่ไม่ถูกคือ ลูกไม่ได้เพลินกับการกินข้าว เพราะเค้าสนุกกับการเล่นซะจนลืมเคี้ยว ได้แต่อมไว้ในปาก

แนวทางแก้ไข
ไม่ต้องกลัวว่าจะขัดจังหวะลูก เพราะจริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกเค้าให้ทำอะไรเป็นเวลา เช่น เวลากินข้าวก็ต้องกินข้าว เวลาเล่นก็คือเวลาเล่น กินเสร็จค่อยไปเล่นต่อ เชื่อเถอะค่ะ เด็กกับของเล่น แป๊บเดียวก็ต่อกันติดแล้ว

4.มีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กระหว่างกินข้าว

บางบ้านเวลากินข้าวไป ก็จะเปิดทีวีไปด้วย เด็ก…ยังงัยก็คือเด็ก เพราะเพียงเค้าได้ยินเสียงอะไรที่มันฟังดูตื่นเต้นก็จะหันหน้าไปดูแล้ว เสียงเพลงที่โฆษณายังหันไปดูเลยค่ะ บางบ้านบอกว่าเปิดไว้แก้เหงาได้มั้ยเวลากินข้าวจะได้ไม่เงียบเกินไป แล้วจัดเก้าอี้ลูกให้หันหลังให้ทีวี อย่างที่บอกค่ะ เด็กก็คือเด็ก เค้าจะหันทันทีโดยไม่สนด้วยว่าในมือจะถือช้อนที่มีข้าวอยู่หรือเปล่า

แนวทางแก้ไข
ง่ายๆ เลยค่ะ ปิดทีวี ปิดเพลง ปิดสิ่งเร้าทุกย่างที่คิดว่าจะทำให้เด็กไม่โฟกัสเรื่องกินข้าว ไม่อย่างนั้น นอกจากลูกจะไม่กินข้าวแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องมานั่งปวดหัวบอกลูกให้หันมากินข้าวเพิ่มเข้าไปอีก กลายเป็นจะสร้างบรรยากาศไม่ดีกับช่วงเวลากินข้าวนะคะ

5.ให้เวลากินนานไปหรือเปล่า

เพราะความรัก ความห่วงอีกนั่นแหละ ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ใจดีปล่อยให้ลูกนั่งกินข้าวได้นานเท่าไหร่ก็ได้ แต่…นานเท่าไหร่ข้าวก็ยังไม่หมดซะที

แนวทางแก้ไข
ทำความเข้าใจ ตกลงกับลูกก่อนกินข้าวว่า ถ้ายังกินไม่เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่จะเก็บโต๊ะ แต่ต้องใช้น้ำเสียงพูดดีๆ นะคะ ไม่ขู่ ไม่ตะคอก ไม่ดุด่า

6.ให้ลูกกินขนมมากไปหรือกินใกล้เวลาทานข้าว

เด็ก…เดี๋ยวกิน เดี๋ยวเล่น ใช้พลังงานเยอะ คุณพ่อคุณแม่กลัวลูกหิว ลูกอยากกินอะไรตอนไหนก็ตามใจไปซะหมด แต่ลืมดูเวลาว่าใกล้เวลากินข้าว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นลูกก็จะอิ่มขนมแล้ว ไม่อยากกินข้าว

แนวทางแก้ไข
ธรรมชาติของเด็ก คือ “ขนม กับ เด็ก เป็นของคู่กัน” แต่การให้ผิดเวลาก็ดูจะผิดวิธีไป ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่จะให้ขนมลูก แนะนำว่าควรให้ก่อนเวลากินข้าว 1 ชม.ครึ่ง เพราะ 2 ชม. ดูจะนานไป ทำให้เด็กหิวเกินไป พอกินข้าวเข้าไปก็กินได้ไม่เยอะ เพราะมีลมในท้อง

คุณพ่อคุณแม่ลองกลับไปเช็คลิสต์กันดูแล้วค่อยๆ ปรับพฤติกรรมกันไป ได้ผลยังงัยกลับมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังได้นะคะ

ผู้เขียนบทความ

พัชญ์สิตา จงพิพัฒนศิริ
 

Author archive

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
IG : notepatsita
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. วิธีรับมือลูกย้ายโรงเรียน ร้องงอ…
  2. มาสอนเทคนิคการเข้าสังคมให้ลูกกัน…
  3. ถ้าต้องทำโทษลูกแล้วอย่าลืมทำสิ่ง…
  4. เลี้ยงลูกแบบไหนกัน!
  5. มาพาลูกออกไปเรียนรู้ธรรมชาติกัน
  6. มาฝึกให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิกัน
  7. คุณเองก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้ล…
  8. รับมือกับลูกอย่างไรดี…เมื่อลูกชอ…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP