ไลฟ์สไตล์

7 วิธีรับมือลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

ช่วงนี้ใกล้สิ้นเดือนแล้ว (พ.ค.) โรงเรียนเปิดเทอมกันหมด ในขณะที่นักเรียนก็จะต้องเลื่อนชั้นการศึกษาไปในระดับชั้นที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เด็กๆ จะต้องเจอกับเพื่อนใหม่ ครูใหม่ โรงเรียนใหม่ และบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปจากเดิม กรณีนี้สำหรับเด็กโตคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น แต่สำหรับเด็กเล็กอายุ3 ขวบล่ะ?

สำหรับเด็กที่อายุประมาณ 3-4 ขวบจะเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนในชั้นอนุบาลเด็กส่วนใหญ่ก็จะร้องไห้งอแงตั้งแต่วันแรก บางคนก็ร้องเอาวันที่ 3 บ้าง 4 บ้างก็มี เพราะเด็กในวัยนี้เค้าจะมีความกังวลเมื่อต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่ เพราะที่ผ่านมาเค้าอยู่กับคุณพ่อคุณแม่มาตลอด

วันนี้แม่โน้ตจะมาแชร์เรื่องการรับมือในกรณีที่ “ลูกไปโรงเรียนแล้ว แต่เกิดงอแงไม่อยากไปอีก” จะมีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

ทำอย่างไรเมื่อลูกร้องงอแงไม่อยากไปโรงเรียน

ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กเล็กที่จะรู้สึกกังวลใจหากต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อไปเข้าโรงเรียน และไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่จะมีความกังวล และห่วงลูกจนเก็บอาการไม่อยู่ เพราะฉะนั้น การที่จะโน้มน้าวให้ลูกยอมไปโรงเรียนแต่โดยดีไม่ร้องงอแง ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ ด้าน มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่แสดงความกังวลให้ลูกเห็น

แม่โน้ตเชื่อว่าเป็นกันทุกคนนะคะ เรื่องความกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นวันแรกที่ลูกน้อยของเราต้องออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่เข้าสังคมใหม่ และสิ่งแวดล้อมใหม่หมด ห่วงไปหมดค่ะว่าเค้าจะอยู่ได้ไหม? เข้ากับเพื่อนได้ไหม? จะช่วยเหลือตัวเองได้ไหม? ฯลฯ ห่วงได้ค่ะ แม่โน้ตก็ห่วงแต่เราต้องเก็บอาการ แล้วพูดให้ลูกฟังเสมอๆ ว่าที่โรงเรียนมีอะไรสนุกๆ ให้ทำบ้าง เช่น มีสนามเด็กเล่นที่กว้างขวาง มีของเล่นเยอะแยะ ได้คุย ได้เล่นกับเพื่อนๆ ในห้อง หรือหนูจะมีเพื่อนในวัยเดียวกันเยอะเลย เป็นต้น

อยู่ใกล้ลูกที่โรงเรียนในสัปดาห์แรก

ในสัปดาห์แรกคุณพ่อคุณแม่อาจจะอยู่ใกล้ลูกที่โรงเรียนก่อน โดยอยู่ข้างนอกห้องเรียนนะคะ ให้ลูกได้เห็นว่ายังมีคุณแม่นั่งอยู่ ไม่ว่าจะเวลาที่เค้าเล่นหรือเรียนก็ตามให้ลูกได้เลือกว่าเค้าจะวิ่งมาหาคุณแม่ดีหรือจะนั่งทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ดี ซึ่งการทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ดูจะน่าสนใจกว่า เพราะเป็นสิ่งใหม่ เป็นสิ่งที่ที่บ้านไม่เคยทำ (เพราะมีเพื่อนเยอะกว่าที่บ้าน)
ทั้งนี้ ทั้งนั้นข้อนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องถามคุณครูก่อนนะคะว่าทางโรงเรียนอนุญาตหรือไม่

รับ-ส่งลูกด้วยตัวเองในสัปดาห์แรก

ข้อนี้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านกันทั้งคู่ แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูก ในสัปดาห์แรกคุณพ่อคุณแม่คงต้องเสียสละมารับลูกเองเพื่อให้ลูกได้มั่นใจว่า “คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทิ้งลูกไปไหน”
โดยก่อนที่จะให้ลูกเข้าห้องเรียน ให้คุณพ่อคุณแม่ล่ำลาลูกกันแบบสั้นๆ ไม่ต้องนานนะคะ บอกกับลูกว่า “ตอนเย็นแม่จะมารับ” เพราะยิ่งพูดนานลูกยิ่งใจเสีย ไม่อยากอยู่โรงเรียนถ้าลูกนึกได้เดี๋ยวร้องงอแงขึ้นมาอีกค่ะ

ไปรับลูกให้ตรงเวลา

เนื่องจากลูกก็มีความกังวล มีความกลัวเป็นทุนเดิม ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่บอกลูกแล้วว่าจะมารับกี่โมงก็ควรไปให้ตรงเวลาหรือไปรอก่อนเวลาได้ยิ่งดีค่ะ เพราะเลิกเรียนสิ่งแรกที่เค้าจะทำคือ นั่งชะเง้อคอมองหาหน้าคุณพ่อคุณแม่ กลับกัน…หากคุณพ่อคุณแม่ไปช้ากว่าที่สัญญากับเค้า เค้าจะเริ่มรู้ไม่มั่นใจ เริ่มรู้สึกเหมือนเค้าถูกทอดทิ้ง สุดท้ายเค้าจะไม่อยากไปโรงเรียน

พูดคุยกับลูกบ่อยๆ

การพูดคุยกับลูกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญค่ะ อาจถามลูกว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้างเรียนสนุกไหม? ได้เพื่อนใหม่หรือยัง? วันนี้เรียนอะไร? กลางวันทานอะไรทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว? (ถามแบบกว้างๆ นะคะ เพราะบางครั้ง บางเมนู เด็กๆ ก็จะยังไม่รู้จัก ก็จะคุยต่อไม่ถูก)

ตัวอย่างที่แม่โน้ตถามน้องมิน:

แม่โน้ต : วันนี้หนูได้นอนกลางวันหรือเปล่าคะ?
น้องมิน: นอนค่ะ
แม่โน้ต : ดีจังเลยลูก
น้องมิน: น้องมินนอนลืมตา…
แม่โน้ต : “………”

คือการพูดคุยกับลูก เป็นการบอกให้เค้าได้รู้ว่า คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจเค้า ไม่ได้ทิ้งเค้าไปไหน และที่สำคัญ เป็นการฝึกทักษะการพูด การเรียบเรียงเรื่องราว และการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างดีอีกด้วยนะคะ

ไม่สร้างการรับรู้ที่ไม่ดีให้ลูก

ไม่ว่าจะเป็นวัยก่อนเข้าเรียนหรือวัยเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรสร้างการรับรู้หรือสร้างทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับคุณครูนะคะ เช่น ถ้าร้องไห้มากๆ เดี๋ยวครูตีเอานะ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อพูดบ่อยๆ ภาพจำของเด็กที่มีต่อครูคือ ครูเป็นคนดุ ชอบตี ชอบลงโทษ จะทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน
ซึ่งในบางครั้งต้องเจอครูประจำชั้นที่อาจจะเสียงดัง แต่ไม่ใช่ครูที่ดุ เด็กก็จะกลัวไปก่อนแล้ว ทำให้เวลามีข้อสงสัยเรื่องการเรียนก็จะไม่กล้าเข้าหาครู

สร้างความมั่นใจให้ลูก

อย่างที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านทราบกันดีว่า เด็กเมื่ออยู่รวมกันหลายๆ คน มักจะชอบทำตามกัน หรือชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนคนอื่นๆ อย่างเช่น ในเรื่องของการช่วยเหลือตัวเอง
เด็กบางคนถูกเลี้ยงอย่างประคบประหงมไม่ค่อยได้ช่วยเหลือตัวเองเท่าไหร่ อย่างนี้เมื่อเข้าสังคมกับเพื่อนๆ ทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย เข้ากับกลุ่มเพื่อนไม่ได้ รู้สึกโดดเดี่ยว ก็จะคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ขึ้นมาทันที สุดท้ายร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียน
ดังนั้น เราควรเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกด้วยการหัดให้เค้าช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุดนะคะ

ทั้งนี้ เด็กจะร้องไห้งอแงอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ แต่หากเกินกว่านั้น คุณพ่อคุณแม่คงต้องปรึกษาคุณครูหรือคุณหมอ เพื่อหาทางแก้ไขด่วนนะคะ

ผู้เขียนบทความ

พัชญ์สิตา จงพิพัฒนศิริ
 

Author archive

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
IG : notepatsita
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. ตอนรับวันหยุดพาลูกน้อยไปเที่ยวสว…
  2. ส่งลูกเรียนแบบไหนดี EP (English …
  3. 10 สถานที่ท่องเที่ยวรับปิดเทอม (…
  4. ซิงเกิลมัม…ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
  5. 5 แนวทางสำหรับการเลือกซื้อเป้อุ้…
  6. หน้า 7 หลัง 7 เค้านับกันยังไง?
  7. มาเรียนรู้วิธีคลายเครียดฉบับคุณแ…
  8. 5 ประเทศไม่ไกล…ดี๊ดี น่าพา…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

อาหารบำรุงเลือด บำรุงน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด

คุณแม่หลายๆ ท่านคงทราบดีนะคะว่ากว่าจะได้ลูกที่แข็ง…

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

PAGE TOP