การดูแลสุขภาพเด็ก

ลูกน้อยก็เครียดได้…มารู้จักกับวิธีคลายเครียดให้เขากันดีกว่า

ความเครียดเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่น่าจะรู้จักกันดีแถมคุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังต้องเผชิญกับมันอยู่บ่อยๆ อีกด้วยและแน่นอนว่าทุกคนต้องพยายามหาทางคลายความเครียดของตัวเองกันอย่างแน่นอน แต่มีอีกข้อหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะละเลยไปนั่นก็ถือลูกน้อยเองเขาก็สามารถเผชิญกับความเครียดได้เหมือนกันและที่แย่ไปกว่านั้นคือเขาไม่รู้จักว่านั่นคือความเครียดทำให้เขาแสดงออกมาหลากหลายรูปแบบและบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เข้าใจในจุดนี้…ปล่อยเอาไว้นานไม่ดีแน่เพราะความเครียดจะคอยกัดกินความสดใสของลูกน้อยไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน วันนี้เรามารู้จักลักษณะอาการของความเครียดที่เด็กๆ มักจะทำกันเวลาเครียด และแนวทางการคลายเครียดให้กับเขากันดีกว่า



อาการอะไรบ้างที่บอกให้คุณรู้ได้ว่าลูกกำลังเครียด

  1. ชอบร้องไห้ หงุดหงิดง่าย งอแงมาก และกลายเป็นเด็กดื้อของพวกคุณไปเฉยเลย
  2. มีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างเช่น กัดเล็บ ดึงผม ดูดนิ้ว เช็ดจมูกตลอด
  3. ปวดท้อง ปวดหัว บางครั้งอาการเหล่านี้มากไปจนถึงขั้นทำให้เขาอาเจียน
  4. เป็นเด็กน้อยยาก ตื่นกลางดึก ละเมอ ปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ
  5. เป็นเด็กไม่กล้าแสดงออกเอามากๆ ไม่มั่นใจในตัวเองแต่กลับมีความเอาแต่ใจตัวเองสูง
  6. ชอบแอบไปอยู่คนเดียว หลบมุมตลอด ดูซึมเศร้า ไม่ค่อยชอบเขาสังคม
  7. บางครั้งไม่นิ่งและดื้อซนตลอดเวลาจนถึงขั้นอาละวาดทำลายข้าวของอย่างไม่มีเหตุผล
  8. พบว่าเขาโกหกคุณบ่อยๆ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยโกหกจนเหมือนจะกลายเป็นนิสัย
  9. มีนิสัยที่ก้าวร้าวขึ้นไปเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น
  10. สมาธิสั้น สั้นจนสามารถสังเกตได้ชัดเจนว่าเขาไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้เลย

คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกคลายเครียดได้อย่างไรบ้าง?

1.พาลูกไปออกกำลังกาย

การเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้พลังงานเยอะๆ แบบนี้จะทำให้เขาสามารถผ่อนคลายความเครียดไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังช่วยให้เขามีร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการและทักษะในด้านต่างๆ ที่ดีขึ้นได้อีกด้วย หลังออกกำลังกายเสร็จร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาด้วย
จึงไม่แปลกที่เด็กๆ จะอารมณ์ดีขึ้นหลังได้ออกกำลังกาย

2.หากิจกรรมทำพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว

ไม่มีอะไรอุ่นใจไปกว่าบ้านของเขาสมบูรณ์อีกแล้ว ซึ่งถ้าในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันนั้นแต่สามารถหาศูนย์กลางและเวลาร่วมกันได้อย่างลงตัวก็บอกได้เลยว่าจุดนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ช่วยลูกในคลายจากความเครียดความกังวลต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

และยิ่งถ้ายังเป็นครอบครัวที่รักกันเหนียวแน่นเหมือนเดิมด้วยแล้วล่ะก็การได้หากิจกรรมในครอบครัวทำร่วมกันบ่อยๆ นั้นทำให้เด็กมีความสุขและค่อยๆ ลืมความเครียดได้ดีและเร็วที่สุดวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

3.พูดอะไรในทางบวกและสร้างสรรค์ให้เขาฟังและได้ยิน

คำพูดเหล่านี้มีผลกับเขามากถ้าต้องพูดคุยกับเขาก็พยายามใช้คำที่อ่อนโยนสุภาพกับเขา ถ้าเขาทำอะไรที่ดี น่ารัก ถูกต้องก็เอ่ยปากชมเขา และแม้แต่คำพูดที่คุณพ่อคุณแม่คุยกันหรือคุยกับคนอื่นๆ ก็ควรที่จะเป็นคำที่สร้างสรรค์ดีต่อใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วยถ้าคุณพ่อคุณแม่พูดเสียงดังโวยวายคำหยาบคายหลุดออกมาเพียบลูกได้ยินก็ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นคนแบบนั้นได้เหมือนกัน

4.ปล่อยให้เขาได้แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม

ไม่ปล่อยให้เขางอแงร้องไห้ตลอดแต่ก็ไม่ห้ามถ้าเขาจะร้องไห้บ้าง ไม่ตามใจเขาทุกอย่างแต่บางกรณีที่สมควรก็ตามใจเขาบ้าง สิ่งเล็กน้อยพวกนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเข้าใจที่คุณพ่อคุณแม่มีให้กับเขา และเขาก็จะค่อยๆ เรียนรู้ถึงเหตุผลต่างๆ ได้ด้วยตัวเองว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงให้หรือไม่ให้อะไรเขานั่นเอง ซึ่งพอเขาเรียนรู้และเข้าใจเหตุผลต่างๆ แล้วนั้นความเครียดก็จะถูกจัดการได้อย่างถูกต้องเอง

5.หาสาเหตุของปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไข

ถ้าลูกเกิดทำผิดขึ้นมาสิ่งที่ควรทำไม่ใช่การพุ่งไปลงโทษเขาแต่ให้ถามเขาถึงสาเหตุที่ทำ มันจะค่อยๆ กรองความในใจของเขาออกมา และเมื่อคุณเข้าใจบางครั้งการลงโทษก็อาจจะไม่จำเป็นแต่การเยียวยาความบอบช้ำที่ลูกต้องเจอกลับเป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่า แต่ในกรณีที่เขาผิดจริงๆ ก่อนจะลงโทษก็ควรอธิบายก่อนว่าทำไมถึงต้องมีการลงโทษเกิดขึ้น และลูกจะสามารถห่างไกลจากการถูกลงโทษได้อย่างไรบ้าง และการถามเขาถึงเหตุผลของเขาก่อนเสมอจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักเขามากขึ้นเข้าใจการช่วยเขาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นนั่นเอง

ความเครียดสำหรับเด็กๆ นั้นควรได้รับการใส่ใจและเยียวยาโดยเร็วและด้วยความใส่ใจมากที่สุดเพราะว่าเด็กๆ ไม่รู้จักและไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไรอยู่รู้เพียงแต่อึดอัด อยากระบาย และทำพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่น่ารักหรือไม่เหมาะสมอย่างที่คุณเห็นกันนั่นเอง ดังนั้นถ้าสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมปกติควรยื่นมือเข้าไปช่วยเขา สอบถามเหตุผล อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เขาเข้าใจและดึงความเครียดออกไปจากเขาให้เร็วที่สุดเพื่อที่สิ่งเหล่านี้จะได้ไม่วกกลับมาทำร้ายเขาในภายหลังนั่นเอง

ผู้เขียนบทความ

Poy T.
 

Author archive

นักเขียนอิสระที่สนใจเรียนรู้การเติบโตของสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ...นักอบขนมและบาริสต้าในชีวิตประจำวัน
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. สาเหตุที่ลูกท้องเสียแต่ไม่มีไข้
  2. มาเริ่มให้ลูกทานผลไม้เสริมสุขภาพ…
  3. มาดูแลสุขภาพผมของลูกน้อยให้สวยงา…
  4. ควันบุหรี่ทำร้ายลูกน้อยได้มากแค่…
  5. วิธีดูแลบาดแผลจากความซนของเจ้าตั…
  6. ลูกกินยาก…น้ำหนักน้อย̷…
  7. ลูกคลอดก่อนกำหนดควรดูแลเขาอย่างไ…
  8. ดูแลสุขภาพลูกให้ห่างไกลเชื้อโรคก…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP