โรค

ระวัง! ลูกน้อยต่อมอะดีนอยด์โต

อาการต่อมอะดีนอยด์โตนั้นสามารถสังเกตได้จากการนอนกรนนั่นเองแต่ไม่ใช่ว่าการที่ลูกนอนกรนจะต้องเกิดจากต่อมอะดีนอยด์โตเสมอไปแต่ถือว่าส่วนใหญ่อาจจะมีโอกาสเป็นได้นั่นเอง และคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะยังสงสัยว่าแล้วเจ้าต่อมอะดีนอยด์คืออะไรกัน คำตอบก็คือต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังของโพรงจมูก ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยนั่นเอง

ซึ่งถ้าลูกเกิดอาการต่อมอะดีนอยด์โตแล้วล่ะก็อาการหลักๆ ของเขาก็คือ หายใจไม่สะดวก หายใจเสียงดัง นอนอ้าปากเพราะว่าเขาต้องหายใจทางปาก นอนกรนและกรนหนักจนต้องสะดุ้งตื่นอยู่บ่อยๆ วิธีการสังเกตลองซุ่มดูเขาตอนกลางคืนที่หลับสนิทไปแล้วจะเห็นได้ชัดที่สุด



แล้วถ้าเกิดอาการต่อมอะดีนอยด์โตจะส่งผลอะไรกับเขาบ้าง?

  1. ลูกมีอาการง่วงและอ่อนเพลียในตอนกลางวันเนื่องจากเขาได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอจากการสะดุ้งตื่นแถมยังไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพอในขณะหายใจตอนนอนหลับอีกด้วย
  2. เข้าจะมีอาการสมาธิสั้นอยู่ไม่นิ่ง
  3. ฮอร์โมนที่ใช้ในการเจริญเติบโตของเขาลดลงเนื่องจากฮอร์โมนประเภทนี้จะเกิดตอนที่เขากำลังหลับช่วงกลางคืนนั่นเองและเมื่อเขานอนไม่เต็มที่ฮอร์โมนนี้ก็ผลิตได้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน
  4. มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใบหน้าทำให้รูปใบหน้ารีเป็นรูปไข่ซึ่งเกิดจากการโก่งตัวสูงขึ้นของกระดูกเพดานปากของเขานั่นเองและมีการยื่นออกของฟันหน้าจนผิดรูปเพราะเด็กหายใจทางปากนั่นเอง
  5. การขาดออกซิเจนในบางช่วงของการนอนนั้นทำให้เขามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตในปอดสูง เป็นต้น

ช่วยลูกให้พ้นจากอาการนี้ได้อย่างไรบ้าง?

  1. ปรับการนอนของเขาให้เป็นเวลามากขึ้นและถ้าเขามีโรคอ้วนเข้ามาร่วมด้วยแล้วล่ะก็จัดการคุมอาหารของเขาด้วยอีกทาง
  2. ล้างจมูกเพื่อช่วยลดน้ำมูกที่อาจจะเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจของเขามากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  3. ทำความสะอาดเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ ของเขาให้มีฝุ่นน้อยที่สุดเพื่อช่วยลดเชื้อโรคต่างๆ ให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นนั่นเอง
  4. ให้เด็กนอนท่าตะแคงช่วยลดการกรนได้
  5. อาการของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนอาจจะมียาเพื่อฆ่าเชื้อและลดอาการต่างๆ ได้แต่อย่างไรก็ตามยาทุกอย่างต้องผ่านการแนะนำจากแพทย์ก่อนเท่านั้น
  6. บางรายที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับเข้ามาด้วยต้องรีบพาไปปรึกษาแพทย์ให้เร็วที่สุดเพียงหาแนวทางแก้ไขย่างเช่นการใช้เครื่องช่วยหายใจเข้ามาช่วยนั่นเอง
  7. การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอมซิลและต่ออะดีนอยด์ก็สามารถช่วยได้หากแพทย์เห็นว่าสามารถทำได้และการผ่าตัดชนิดนี้ยังปลอดภัยและเกิดการติดเชื้อน้อยอีกด้วยไม่มีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันใดๆ แพทย์จึงจะแนะนำให้ทำในรายที่มีอาการกรนหนักมากๆ นั่นเอง
  8. อย่าให้ร่างกายของลูกขาดน้ำเด็ดขาด


อาการนี้ไม่ร้ายแรงมากในทันทีแต่ก็ละเลยไม่ได้เพราะอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวให้กับลูกน้อยของคุณได้ ควรพาเขาไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการและหาแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับเขาเสมอเพื่อจะได้แก้ไขทุกอย่างได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง และการพาลูกไปออกกำลังกายก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยดูแลรักาสุขภาพของลูกในทุกด้านให้สมดุลกันมากขึ้นอีกด้วย

ผู้เขียนบทความ

Poy T.
 

Author archive

นักเขียนอิสระที่สนใจเรียนรู้การเติบโตของสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ...นักอบขนมและบาริสต้าในชีวิตประจำวัน
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. คุณแม่รู้จักไว้ก็ดี กับโรคฮีนอค
  2. เฝ้าระวังลูกน้อยจาก 5 โรค ฮิตที่…
  3. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ในเด็ก
  4. ก่อนตั้งครรภ์มาเช็คกันดีๆ คุณมีโ…
  5. มารู้ทันสัญญาณเตือนโรคมะเร็งในเด…
  6. โรคหูติดเชื้อ ลูกเป็นได้ หากเป็น…
  7. หจิงหรือไม่? ลูกน้อยท้องเสีย เพร…
  8. ไวรัสRSV ดูคล้ายหวัด แต่อันตรายก…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP