โรค

ไวรัสRSV ภัยร้ายของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวัง

โรคภัยในปัจจุบันมีมากมายและคุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นที่จะต้องตื่นตัวรู้ให้ทันกันเสมอเพื่อที่จะไม่ให้โรคภัยเหล่านี้เข้ามาทำร้ายลูกน้อยของพวกคุณกันได้ และวันนี้ก็อยากจะมาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกับเจ้าเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า RSV หรือชื่อเต็มๆ ว่า Respiratory Syncytial Virusนั่นเอง ซึ่งมันคือเชื้อไวรัสที่เป็นตัวการสำคัญในการก่อให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

แล้วถ้าถามว่าพอติดเชื้อไวรัสนี้เข้าเจ้าตัวเล็กของพวกคุณจะต้องเจอกับภาวะอะไรแล้วล่ะก็บอกได้เลยว่าเขาจะต้องเผชิญกับภาวะปอดอักเสบนั่นเอง ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อกันง่ายมากผ่านทางสารคัดหลั่งทั้งหลาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ ส่วนอาการและการป้องกันของการติดเชื้อไวรัสตัวนี้จะมีอะไรกันบ้างมาติดตามกันต่อได้เลย



ถ้าลูกติดเชื้อไวรัสRSV เขาจะมีอาการอย่างไรบ้าง?

  1. หอบเหนื่อย
  2. หายใจเร็วและหายใจแรงรวมทั้งหายใจครืดคราดด้วย
  3. ตัวเขียว
  4. มีเสียงหวีดในปอด
  5. มีเสมหะมาก
  6. ไอแบบโขลกๆ

อาการนี้ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กที่ยังเล็กมากและภูมิต้านทานยังต่ำมากรวมทั้งเด็กที่มีอาการของโรคปอด หอบหืด หัวใจ รวมอยู่ด้วยแล้วอาจจะทำให้เขามีอาการทรุดเร็วขึ้นอีกด้วย และอาจจะหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ลามไปถึงการหายใจล้มเหลวได้เลยทีเดียว

และส่วนที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือยังไม่มีตัวยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้ได้โดยตรงจะมีเพียงยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการข้างเคียงต่างๆ ตามที่เป็นเท่านั้น เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้ ให้สารน้ำทางหลอดเลือด ยาพ่นขยายหลอดลม เคาะปอด ดูดเสมหะ ให้ออกซิเจน ส่วนถ้าหนักมากก็อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจกันเลยทีเดียว และมีความเป็นไปได้ที่เด็กอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง เชื้อไข้หวัดใหญ่ เชื้อมัยโคพลาสมา หรือเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ อีกด้วยซึ่งในส่วนของการรักษาแพทย์ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาไปตามอาการต่างๆ นั่นเอง

ร้ายแรงแบบนี้มารู้วิธีป้องกัน RSV กันเอาไว้ดีกว่า

การป้องกันเพื่อไม่ให้ลูกน้อยติดไวรัสRSV นั้นเริ่มจากการหมั่นล้างมือของเขาให้สะอาดอยู่เสมอปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับเขาไปเลยเพราะช่วยป้องกันได้หลายโรคเลยทีเดียว

แต่ถ้าเกิดลูกติดเชื้อขึ้นมาแล้วนั้นการป้องกันไม่ให้เขานำเชื้อไปติดเด็กคนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าลูกน้อยเข้าโรงเรียนแล้วล่ะก็ให้เขาหยุดเรียนจนกว่าจะหายดีน่าจะดีที่สุดเพื่อตัวเขาเองจะได้ไม่ต้องไปเจอกับเชื้อโรคอื่นๆ อีกและเพื่อนๆ ของเขาจะได้ไม่ต้องเสี่ยงการติดเชื้อนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อลูกรักษาจนเชื้อไวรัสนี้ค่อยๆ หายไป ภูมิต้านทานของเขาแข็งแรงขึ้นแต่อาการไออาจจะอยู่กับเขาไปอีกเป็นเดือนก็เป็นได้อย่างไรคุณพ่อคุณแม่ก็ควรเฝ้าระวังและพาเขาไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการต่างๆ อย่างสม่ำเสมออีกด้วย

ผู้เขียนบทความ

Poy T.
 

Author archive

นักเขียนอิสระที่สนใจเรียนรู้การเติบโตของสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ...นักอบขนมและบาริสต้าในชีวิตประจำวัน
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. ลูกสมาธิสั้นหายได้ง่ายๆ ด้วยความ…
  2. โรคแปลกๆ ในเด็กที่คุณอาจคาดไม่ถึ…
  3. ก่อนตั้งครรภ์มาเช็คกันดีๆ คุณมีโ…
  4. เมื่อโรคซึมเศร้าถามหา…คุณแ…
  5. มาตั้งรับเมื่อลูกเป็นไข้หวัดครั้…
  6. วิธีรักษาผื่นผ้าอ้อมให้ลูก
  7. หวัดลงกระเพาะ ลูกอาเจียน ทานไม่ไ…
  8. ลูกเป็นไข้ทำอย่างไรดี

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP