โรค

Shaken Baby Syndrome … อย่าเขย่าลูกน้อย

การเล่นหยอกล้อกับลูกน้อยนั้นน่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันที่คุณพ่อคุณแม่ทำทุกวันอย่างแน่นอนแต่ก็มีการหยอกล้อหรือเล่นกับลูกบางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องระวังซึ่งเรื่องที่จะหยิบมาพูดกันในวันนี้ก็คือการเขย่าลูกน้อยนั่นเอง ซึ่งถ้ากับผู้ใหญ่แบบเราก็คงเฉยๆ กับการเขย่าบางครั้งก็เป็นเรื่องสนุกกันไปและไม่มีผลอะไรกับร่างกายแต่อย่างใดแต่กับลูกน้อยของคุณนั้นไม่ใช่แน่ๆ มันส่งผลร้ายกับเขาได้มากกว่าที่คุณคิดส่วนจะร้ายแรงขนาดไหนมาดูกันเลย



ทำไมการเขย่าลูกทำให้เกิดอาการ Shaken Baby Syndrome ได้?

โรคนี้มักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบเป็นส่วนใหญ่เกิดจากการที่เด็กถูกเขย่าแรงๆ ทำให้เนื้อสมองของเขาไปกระแทกกับกะโหลกศีรษะจนสมองนั้นได้รับการกระทบกระเทือนจนเลือดออกเพราะว่าเส้นเลือดในสมองของพวกเขานั้นยังไม่แข็งแรงทำให้มีโอกาสฉีกขาดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง

ที่สำคัญภาวะนี้จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรออกมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ แต่พอไม่รู้ก็จะทำให้ลูกไม่ได้รับการรักษา จนเป็นผลให้เกิดความผิดปกติกับการเรียนรู้ สติปัญญา เกิดเป็นอาการลมชัก ตาบอด หรือร้ายแรงไปจนถึงขั้นทำให้ลูกเสียชีวิตกันได้เลยทีเดียว

แล้วจะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกโดน Shaken Baby Syndrome เล่นงานเข้าแล้ว

  • ลูกอาเจียนและดูไปแล้วเขาหายใจลำบากกว่าปกติ ดูแล้วอาจะรู้สึกว่าไม่ได้รุนแรงอะไรคล้ายๆ กับภาวะปวดท้องที่พบเห็นลูกเป็นในช่วง 3 เดือนแรก และหากคุณพ่อคุณแม่ดันไม่รู้ด้วยว่าลูกโดนเขย่านั่นอาจจะเป็นเรื่องที่อันตรายเพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้ารู้ว่าลูกเกิดอาการนี้หลังจากพูดเขย่าแล้วล่ะก็ให้รีบพาไปหาหมอและบอกด้วยว่าลูกเจอกับการเขย่ามาเพื่อรักษาให้ตรงอาการและทันเวลา
  • ลูกเกิดไม่รู้ตัว ช็อก ชัก ไปจนถึงมีอาการหยุดหายใจ อาการนี้จะหนักมากเพียงใดขึ้นอยู่กับจุดที่เลือดออกด้วย ต้องรีบพาลูกไปให้ถึงมือหมอจะช่วยได้มากที่สุด เพราะไม่แน่ชัดเลยว่าจะเกิดอาการอะไรแทรกซ้อนกับลูกบ้างหรือไม่นั่นเอง

การเลี้ยงลูกในวัยเตาะแตะที่ยังไม่เกิน 1 ขวบนั้นจำเป็นที่จะต้องระวังทุกเรื่องเป็นพิเศษเพราะร่างกายของเขายังอ่อนแอและยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงมากพอ นอกจากนี้ลูกยังเล็กเกินกว่าที่จะสื่อสารให้คุณรู้ถึงอาการเจ็บป่วยของเขาได้ และถ้าจะให้พูดถึงแล้วในทุกช่วงวัยของเขาก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลและความใส่ใจจากคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดเช่นกันเพื่อที่ถ้าเขาเกิดอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาจะได้ช่วยกันแก้ไขและรักษาได้ทัน

ผู้เขียนบทความ

Poy T.

Poy T.

Author archive

นักเขียนอิสระที่สนใจเรียนรู้การเติบโตของสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ...นักอบขนมและบาริสต้าในชีวิตประจำวัน



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ในเด็ก
  2. ก่อนตั้งครรภ์มาเช็คกันดีๆ คุณมีโ…
  3. มาลดความเสี่ยง การหลับไม่ตื่นในเ…
  4. หวัดลงกระเพาะ ลูกอาเจียน ทานไม่ไ…
  5. ลูกเป็นไข้ทำอย่างไรดี
  6. ไวรัสRSV ดูคล้ายหวัด แต่อันตรายก…
  7. คุณแม่รู้จักไว้ก็ดี กับโรคฮีนอค
  8. ซัมเมอร์มาเยือน! วิธีปกป้องลูกน้…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

10 ประโยคทำร้ายจิตใจ ไม่ควรพูดกับลูก

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยคงทราบกันดีว่า ลูกๆ เป็นเด…

PAGE TOP