12 เทคนิค ฝึกลูกพูด เพื่อทักษะการสื่อสารที่ดีในอนาคต (2)

12 เทคนิค ฝึกลูกพูด เพื่อทักษะการสื่อสารที่ดีในอนาคต (2)
การเลี้ยงลูกวัย 1-3 ขวบ

เพราะ “การสื่อสาร” เป็นสิ่งสำคัญและเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในอนาคตของลูก ซึ่งคุณแม่ช่วยลูกให้มีพัฒนาการด้านการพูดและมีทักษะการพูด การสื่อสารที่ดีได้ค่ะ ไม่ยากเลย เราไปดูข้อที่ 5-12 กันต่อเลยค่ะ

12 เทคนิค ฝึกลูกพูด เพื่อทักษะการสื่อสารที่ดีในอนาคต

ชี้ชวนลูกคุยกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้ามา อาบน้ำ กินนม นอน กินข้าว ฯลฯ คุณแม่สามารถชวนลูกพูดคุยและก็สอนเค้าได้ค่ะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกกำลังหยิบจับนั้นคืออะไร หรือสิ่งนี้เรียกว่าอะไร เป็นต้น

มีนักวิจัยได้ทำการศึกษาการสนทนาของคู่แม่ลูก 24 คู่ โดยลูกที่มีอายุระหว่าง 15-21 เดือน พบว่าการใช้เวลาที่คุยกับลูกและพูดถึงสิ่งที่เค้ากำลังเล่น จะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านภาษาได้ดีกว่าการที่คุณแม่พูดสิ่งไกลตัว เพราะสิ่งที่เค้ากำลังเล่นก็คือสิ่งที่เค้าให้ความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นเอง

ตอบลูกด้วยข้อมูลที่มากกว่าลูกถาม

เช่น ถ้าลูกพูดว่า “แมว แมว
ให้คุณแม่เสริมว่า “ถูกต้องค่ะ แมวสีน้ำตาล
แม้บางครั้งลูกอาจจะยังไม่เข้าใจได้ทั้งหมดที่คุณแม่พูด แต่อย่างน้อยลูกก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมและจดจำเข้าระบบเรียบร้อย

ใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง

คุณแม่และคนรอบข้างควรสอนลูกด้วยคำศัพท์ที่ถูกต้อง เช่น “แมว” ไม่ควรสอนลูกว่า “เหมียว” ฟังดูน่ารักก็จริง แต่จะทำให้ลูกจำไปแบบผิดๆ หรือ “ตังค์” ที่ถูกคือ “เงิน” เป็นต้น

ใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้อง

สิ่งนี้คุณพ่อคุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังเค้าตั้งแต่เล็ก ก่อนอายุ 3 เพราะลูกจะต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องการผสมคำให้เป็นประโยค หรือแม้แต่เรื่องการเรียงประโยคให้ถูกต้อง ดีกว่าการพูดแบบลูกซึ่งพูดเป็นคำ ๆ แต่ถ้าลูกถึงวัยที่ควรจะพูดได้เป็นประโยคแล้วแต่ “ลูกพูดไม่เป็นประโยค เพราะอะไร” เหล่านี้คุณแม่ควรหมั่นสังเกตลูกด้วยนะคะ


“อะ อิว อิ ยับ ปับ ปะ…” ลูกพูดไม่เป็นประโยคเลย เพราะอะไร? มีวิธีแก้ไขไหม? ลูกพูดไม่เป็นประโยคเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั่นเอง จะมีสาเหตุอะไร แก้ไขอย่างไร? คลิกที่นี่

นัดให้ลูกได้เจอกับเด็กคนอื่นบ้าง

การพาลูกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เพราะลูกจะได้มีโอกาสเจอกับเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน ให้เขาได้เล่นกับเด็กคนอื่น เพื่อเป็นการกระตุ้นการฟัง และการพูดของลูกได้ค่ะ

ใช้ความสงสัยของลูกในการฝึกพูด

คุณแม่ลองสังเกตดูว่าสิ่งของไหน หรือของเล่นชิ้นไหนที่ลูกให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ลูกอาจจะสนใจตุ๊กตาหมี ก็ให้นำคำว่า “ตุ๊กตาหมี” มาสร้างเป็นเรื่องราวที่พูดคุยกับลูก เพื่อเป็นการให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ นั่นเอง

เรียกชื่อลูกบ่อย ๆ

การเรียกชื่อลูกบ่อย ๆ หรือเรียกทุกครั้งก่อนพูดจะเป็นการดึงดูดความสนใจให้ลูกหันมาทางคุณแม่ค่ะ และขณะที่พูดคุณแม่ควรสบตาลูก เขาจะเข้าใจได้ว่าคุณแม่กำลังคุยกับเขาอยู่ค่ะ

แก้ไขคำพูดที่ลูกพูดผิด ให้ถูกต้องอย่างนุ่มนวล

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกพูดผิด คุณแม่ควรแก้ไขให้ถูกต้องอย่างนุ่มนวล ไม่ควรต่อว่าลูก ยกตัวอย่างเช่น ทุกเย็นพ่อจะเลิกงาน แล้วขับรถกลับบ้าน

ลูกพูดขึ้นมาว่า…“พ่อกลับมาบ้านแล้ว
แต่ความเป็นจริงคือ คุณพ่อกำลังขับรถกลับบ้าน แต่ยังไม่ถึงบ้าน ให้คุณแม่แก้เป็น…
คุณพ่อกำลังขับรถกลับมาบ้านจ่ะ
พร้อมอธิบายลูกว่า “ถ้ากลับมาแล้ว” หมายถึง คุณพ่อต้องอยู่บ้านแล้ว เป็นต้น

คุยกับลูกให้เหมือนคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ถึงแม้ว่าลูกจะยังไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณแม่พูดได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยลูกจะได้เรียนรู้ว่าการพูดต้องมีส่วนประกอบกันเป็นประโยค อีกคนพูด อีกคนหยุดฟัง สิ่งนี้เมื่อลูกโตขึ้นไป อย่างน้อยเมื่อลูกอายุ 7-8 เดือน เค้าจะเรียนรู้ว่าเมื่อมีคนอื่นมาคุยด้วย เค้าจะหยุดฟัง
โดยกฎสำคัญในการเรียนรู้คือ “ขณะที่คนอื่นพูดอยู่ เราไม่ควรพูดแทรก” สิ่งนี้เองที่คุณแม่สามารถปลูกฝังเค้าได้ตั้งยังเป็นทารก

แม่โน้ต

ข้อนี้แม่โน้ตเน้นมาตั้งแต่น้องมินเล็ก ๆ เลยค่ะ อย่าเพิ่งคิดแทนลูกว่าเขาไม่เข้าใจ เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจ และเขาอยากรู้ เขาก็จะถามเองค่ะ สิ่งนี้จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่เข้าใจเหตุผลและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้มากกว่าคนอื่นค่ะ

เด็กที่มีการสอบถามคุณพ่อคุณแม่อยู่บ่อย ๆ มักมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กที่พูดถูกและเขียนถูกไวยากรณ์มากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยถาม เด็กที่ถามบ่อยนี้จะเรียนรู้คำศัพท์ได้มากกว่า นอกจากนี้ เด็กที่ถามบ่อย จะรู้ว่าช่วงไหนควรหยุดฟัง หรือช่วงไหนพูดได้ เค้าจะมีทักษะที่ดีทั้งการฟังและการพูด ทำให้เมื่อเค้าโตขึ้นจะเข้าสังคมกับคนอื่นได้ดี

เล่นเกมเพื่อคำศัพท์

เมื่อลูกอายุได้ 2 ปี ลูกสามารถเข้าใจและเริ่มพูดได้รู้เรื่องมากขึ้น คุณแม่ควรสอนคำศัพท์เค้า อาจเริ่มจากสิ่งที่เค้าสนใจก่อนก็ได้ค่ะ หรืออาจเรื่องของตำแหน่งที่วางสิ่งของ เช่น บน ล่าง ด้านข้าง หรือจะเป็นในเรื่องของอวัยวะก็ได้เช่นกันค่ะ

อย่าให้ลูกเป็นโรคหูอักเสบบ่อย ๆ

เด็กที่ยังอยู่ในช่วงวัยแรกเกิด-4 ขวบ หากปล่อยให้เป็นโรคหูอักเสบบ่อย ๆ อาจส่งผลให้สูญเสียการได้ยินชั่วคราว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะเรื่องการพูด หากลูกเคยมีประวัติการป่วยด้วยโรคนี้บ่อย ๆ ให้คุณแม่ลองสังเกตเรื่องการฟังของลูกด้วยนะคะ ว่าเค้ามีปัญหาเรื่องการฟังหรือไม่ หากไม่มั่นใจ ลองไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยดูนะคะ

เพราะ “การพูด” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการสื่อสาร การพูดทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากมาย ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีติดตัวไปจนโต อยากให้ลูกมีพัฒนาการด้านการสื่อสารที่ดี คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ


จะฝึกลูกพูดอย่างไร ให้ลูกเข้าใจและมีทักษะการสื่อสารที่ดีเมื่อลูกโต? พบกับ 12 เทคนิคที่ฝึกลูกพูดได้ง่าย ๆ ที่นี่ คลิกเลย


แม่โน้ต

1,473,517 views

Mommy Blogger ที่มียอดวิวในเว็บไซต์ simplymommynote.net มากกว่า 200,000 วิว ต่อเดือน ใช้วิธีการเลี้ยงลูกแบบ Tradigital รักการเขียน มีลูกสาว และครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดเรื่องราว ชอบเรียนรู้เรื่องจิตวิทยา และสิ่งใหม่ ๆ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความแนะนำ