โตแล้วแต่ยังดูดนิ้ว ส่งผลเสียต่อการโครงสร้างฟันและการพูดออกเสียง

โตแล้วแต่ยังดูดนิ้ว ส่งผลเสียต่อการโครงสร้างฟันและการพูดออกเสียง
การเลี้ยงลูกวัย 3-5 ขวบ

ลูกดูดนิ้ว แก้ไขได้ไม่ยาก

ปัญหาลูกดูดนิ้ว สามารถแก้ไขได้ ปรับพฤติกรรมได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ

อย่ากดดันให้ลูกเลิก หากลูกมีเรื่องกังวลใจ

เด็กก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องเครียด หรือเรื่องกังวลนะคะ เริ่มแรกให้คุณพ่อคุณแม่ทำความเข้สใจสาเหตุก่อนว่าที่ลูกต้องดูดนิ้วนั้นมาจากอะไร เช่น การเรียนยากเกินไปตามเพื่อนไม่ทัน พ่อแม่หย่าร้างกัน ลูกต้องย้ายโรงเรียน อาจกังวลเรื่องการต้องปรับตัวใหม่ หรืออาจต้องมีการย้ายบ้าน ลูกไปเจอกับสังคมใหม่ เป็นต้น

ให้อำนาจการตัดสินใจกับลูก

หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่อธิบายลูกเกี่ยวกับข้อเสียของการดูดนิ้วให้ลูกฟังแล้ว แต่ลูกยังไม่ยอมเลิก ให้บอกกับลูกค่ะ ว่า “ให้หนูเลือกเองเลยว่าจะเลิกเมื่อไหร่” เพราะในบางครั้ง บางคนเขาจะเลิกได้เองเมื่อพร้อม

แม่โน้ต

ให้คุณพ่อคุณแม่อธิบายข้อเสีย และผลกระทบต่าง ๆ ก่อนนะคะ ก่อนที่จะให้ลูกตัดสินใจเอง

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะมีการวางแผนไม่ให้มือและปากว่าง ด้วยการทำกิจกรรมต่าง ๆ อาจเป็นการเล่นเกมหรือการกินขนม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะมีการวางแผนอย่างละเอียดและเป็นระบบ

อดทนอย่างใจเย็น

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่พยายามปรับพฤติกรรมลูกให้เลิกดูดนิ้วอย่างจริงจังแล้ว หลังจากนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน (บางรายอาจมากกว่านั้น) ซึ่งสิ่งเดียวที่คุณพ่อคุณแม่จะทำได้ก็คือ ต้องอาศัยความอดทนอย่างใจเย็นค่ะ อย่าลืมตัวหลุดปรี๊ดแตกใส่ลูกเด็ดขาด เพราะนั่นจะเท่ากับว่าเราจะกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ค่ะคุณพ่อคุณแม่ การที่เราพยายามปรับพฤติกรรมลูกดูดนิ้วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย การกดดันตัวเองไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะการกดดันตัวเองก็เท่ากับส่งต่อความกดดันให้ลูกด้วย และที่สำคัญจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะฉะนั้น ค่อย ๆ แก้ไขอย่างใจเย็นนะคะคุณพ่อคุณแม่

แม่โน้ต

984,867 views

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ IG : notepatsita Facebook

Profile

บทความที่เกี่ยวข้อง "โตแล้วแต่ยังดูดนิ้ว ส่งผลเสียต่อการโครงสร้างฟันและการพูดออกเสียง"

บทความแนะนำ