การเลี้ยงลูกวัย 3-5 ขวบ

ปราบลูกดื้อ ไม่ต้องถือไม้เรียว

ลูกดื้อ” พฤติกรรมของลูกๆ ที่คุณแม่ทุกคนต้องเจอไม่มากก็น้อย แต่ถ้าลูกคนไหนพูดดีๆ ครั้ง สองครั้งก็ยังไม่ฟัง สามครั้งก็ยังนิ่งจนคุณแม่ต้องเหนื่อยใจ ถือไม้เรียวทุกครั้ง ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งเอาจริงก็แล้ว ลูกยังไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อฟังเท่าไหร่ วันนี้ผู้เขียนเทคนิคการปราบลูกดื้อจากคุณหมอโรงพยาลบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์มาฝากค่ะ ไปดูกันเลยค่ะ

“มากินข้าวก่อนลูก” (แต่ก็ยังเล่น)
“วางเบาๆ ค่ะ” (แต่ก็ยังโยน)
“นั่งดีๆ สิลูก” (แต่ก็ยังหันหน้าหันหลังไม่หยุดนิ่ง)

….ยังมีอีกหลายๆ พฤติกรรมที่ต้องทำให้คุณพ่อคุณแม่ปากเปียกปากแฉะ เพลียใจไปตามๆ กัน



ทำความเข้าใจ “ลูกดื้อ”

การที่ลูกวัย 0-6 ปี แสดงการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ความดื้อ” นั้น นับเป็นพัฒนาการหนึ่งของเด็กที่กำลังเติบโต เพราะเค้าแสดงออกว่าเค้าสามารถคิดเองได้ และสามารถตัดสินใจเองได้ และที่สำคัญ เด็กๆ กำลังทดสอบกรอบที่คุณพ่อคุณแม่วางไว้ และเพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองต้องอยู่ในภาวะที่เข้มงวดแค่ไหน แต่…การที่ลูกดื้อนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย แต่เค้ากำลังเรียนรู้เรื่องการใช้เหตุผลและการตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือไม่ทำในสิ่งต่างๆ
ในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ควรรู้เท่าทันพัฒนาการของลูก และเตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้เหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของลูก ช่วยให้ลูกได้ปรับตัวจากเด็กดื้อมาเป็นเด็กที่มีความรู้สึกดีต่อตนเอง รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย สามารถใช้ชีวิตทั้งในบ้านและนอกบ้านได้อย่างมีความสุข
เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีพื้นฐานอารมณ์ที่แตกต่างกันซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเค้ามาแต่กำเนิด แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนไปได้บ้างตามการเลี้ยงดู

ทำไมลูกถึงร้องเอาแต่ใจ

เพราะธรรมชาติของคนเราต้องการความสุข ความสมหวัง เด็กเล็กๆ ก็เช่นกัน แต่ก็เป็นธรรมดาโลกอีกเช่นกันที่ไม่มีใครสมหวังในทุกสิ่ง ในเด็กเมื่อเค้าได้รับความผิดหวัง เค้าก็จะเกิดความคับข้องใจ จึงต้องบรรเทาออกด้วยการ “ร้องไห้โวยวาย” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะให้เค้าได้ระบายออกในลักษณะนี้ทุกครั้งหรือบ่อยๆ นะคะ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเค้าควบคุมอารมณ์ร้องไห้เอาแต่ใจให้เป็น ลูกก็จะรู้จักความผิดหวัง รู้จักอกทน และจะตัดใจได้เก่งขึ้น

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลูกไม่ร้องไห้โวยวายหรือช่วยลูกควบคุมอารมณ์ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ต้อง

“รู้ก่อนว่าลูกต้องการอะไร? และตอบสนองเค้าให้ถูกวิธี”

หากคุณพ่อคุณแม่รู้แล้วว่าลูกต้องการอะไร ลูกจะปรับตัวได้ง่ายและเร็วมากขึ้น ไม่ร้องไห้นาน แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีกฎกติกาในใจที่บังคับใช้เหมือนกันและใช้ได้จริง เพราะบางครอบครัวตั้งกฎได้แต่ไม่ได้บังคับใช้จริง บางคนใช้บางคนไม่ใช้ สิ่งนี้จะให้ลูกสับสน และจะใช้เวลานานกว่าลูกจะปรับตัวได้ บางรายอายุ 7-8 ขวบแล้วแต่ยังร้องไห้โวยวายอยู่ก็มี

ใช้วิธีการเพิกเฉย

ต้องบอกก่อนว่าวิธีการเพิกเฉยไม่ใช่วิธีการทิ้งลูก แต่เป็นการให้ลูกได้อยู่กับตัวเอง และทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้สงบสติอารมณ์อีกด้วยค่ะ การที่คุณพ่อคุณแม่คอยโอ๋ตลอดเวลา ทำให้เด็กมองไม่เห็นความเป็นผู้นำหรือความเด็ดขาดของเรา ดังนั้น เราไปดูกันเลยค่ะ ว่า “การเพิกเฉย” ที่ถูกวิธีต้องทำอย่างไร

ขั้นที่ 1 สงบสติอารมณ์

เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่โดยต้องมีสติควบคุมตัวเองให้อารมณ์เย็นเสียก่อน ย้ำว่าห้ามทำข้อนี้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีอารมณ์ร้อนนะคะ เพราะจะกลายเป็นทิ้งลูก

ขั้นที่ 2 มองหน้าลูก

คุณแม่ต้องสบตาลูก มองหน้าเค้า และพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและมั่นคงว่า “แม่จะรอจนกว่าหนูจะเงียบ แล้วเราค่อยคุยกัน

ขั้นที่ 3 เพิกเฉยลูก

เริ่มเพิกเฉยลูกทั้งคำพูด ท่าที สายตา ไม่ต้องเช็ดน้ำตาหรืออุ้ม ถ้าลูกเข้ามาหาเพื่อให้กอดหรือให้อุ้ม คุณพ่อคุณแม่ควรหันหน้าไปทางทิศอื่น อย่างหวั่นไหวเหลือบมองให้ลูกเห็น เพราะเค้าจะจับไต๋เราได้ ว่าเราใจอ่อนแล้ว ให้คุณพ่อคุณแม่หันหางานอย่างอื่นทำ เช่น พับผ้า ล้างจาน เป็นต้น
แต่…หากลูกทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนอื่น ให้หยุดเพิกเฉยซักพัก จับมือลูกให้แน่น และพูดกับเค้าว่า “ไม่ตีแม่/ไม่โยนของ” แกะของออกมามือลูก ปล่อยมือลูก และเพิกเฉยต่อ หากลูกยังทำอีกให้คุณพ่อคุณแม่ทำแบบเดิมอีกจนกว่าเค้าจะหยุดทำ

ขั้นที่ 4 กลับไปหาลูก เมื่อลูกเงียบได้แล้ว และควรพูดกับลูก ดังนี้

  • ชมหนูเงียบได้แล้ว เก่งค่ะลูก
  • คุย ถามลูกว่า “เมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น” เพื่อช่วยให้เค้าได้เข้าใจอารมณ์ตนเองมากขึ้น แต่หากลูกยังเล็กอธิบายไม่ถูก ให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยเรียบเรียงให้เค้าฟัง แต่ต้องสั้นและกระชับมากนะคะ เพื่อให้เค้าเชื่อมโยงได้ว่า เมื่อลูกเลิกร้องไห้ พ่อกับแม่ถึงจะมาเล่นด้วย
  • ตบบวก คือ การหากิจกรรมที่เค้าชอบมาเล่นด้วยกันเป็นการปลอบลูก เช่น การเล่านิทาน หรืออ่านหนังสือเล่มที่เค้าชอบ แต่ไม่แนะนำ “ของเล่น” นะคะ เพราะเค้าจะเข้าใจว่าถ้าเค้าเงียบสิ่งที่เค้าจะได้คือของเล่น

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มทำการเพิกเฉย แล้วลูกร้องไห้งอแงมากขึ้น ไม่ต้องตกใจว่าเราทำอะไรผิดหรือเปล่า เพราะเด็กจะรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ง่ายเหมือนเดิมเท่านั้นเอง ขอให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งใจอ่อนนะคะ หากต้องการให้ลูกเป็นเด็กที่มีเหตุผล รู้จักความอดทน คุณพ่อคุณแม่ต้องปรับซะตั้งแต่วันนี้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวนะคะ ^^

อ้างอิง พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

ผู้เขียนบทความ

พัชญ์สิตา จงพิพัฒนศิริ
 

Author archive

ตอนนี้เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูก “แบบโบ-ดิจิทัล” เลิฟการอ่าน รักการเขียน มีลูกสาวคนเดียวเป็นแรงบันดาลใจ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
IG : notepatsita
Facebook



 

โพสต์ที่แนะนำ



โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

  1. มาเช็คกันว่าลูกของคุณกำลังจะกลาย…
  2. งานบ้านสอนลูกได้มากกว่าที่คิด
  3. มาเสริมพลังสมองให้ลูกวัยแรกเกิดถ…
  4. 6ข้อที่พ่อแม่ควรรู้ ถ้าไม่อยากให…
  5. คุณพ่อคุณแม่ฟังทางนี้…เทคนิคการเ…
  6. เมื่อลูกน้อยหวงของคุณจะรับมือกับ…
  7. วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาดตามหลักวิทยา…
  8. สาเหตุลูกก้าวร้าว ที่พ่อแม่คาดไม…

ห้องเรียนสำหรับคุณแม่

โพสต์ที่แนะนำ

โพสต์ยอดนิยม

วัคซีนที่จำเป็นตั้งแต่แรกเกิดจน 12 เดือน

ตอนนี้โรคภัยต่างๆ ค่อนข้างมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วมา…

เพียง 3 ข้อ! สิ่งสำคัญเพื่อเลี้ยงให้ลูกชายเป็น “เด็กที่ไม่ค่อยโกรธ” ในอนาคต

พอเลี้ยงลูกชาย มีคุณแม่หลายคนคิดไปเสียว่า “กังวลอน…

นั่งดีๆสิ! เคล็ดลับ 5 ประการที่ทำให้เด็กๆเลิก “ลุกเดินระหว่างทานข้าว” “ทานไปเล่นไป”

คุณคงเคยมีประสบการณ์ต้องลำบากกับเด็กเอาแต่ใจที่อยู…

9 ข้อสำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ

ถ้าให้ถามคุณแม่ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีลูก …

แม่ท้องจะทาเล็บ ทำสีผมได้ไหม ลูกในท้องจะอันตรายหรือเปล่า?

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามกันเป็นธรรมดา …

PAGE TOP